Feeds:
Posts
Comments

RIP Mr.Mandela

RIP Mr.Mandela
Your stories inspire me.

Nelson Mandela 18 July 1918 – 5 December 2013
nelson-mandela-love-3

เผอิญไปพบ youtube ชุดนี้ ของบริษัท Servcorp ซึ่งเป็นบริษัท Head hunter สัญชาติออสเตรเลียที่มาทำงานในประเทศไทย ทั้งชุดมี 4 ตอน

คลิป 1

คลิป 2

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ สถิติแรงงานในตลาดของประเทศต่างๆ โดยเปรียบเทียบระหว่าง จำนวนคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน (entry) กับจำนวนคนที่ออกจากตลาดแรงงาน (exit) เก็บข้อมูลย้อนหลังและ forecast ล่วงหน้าในช่วงประมาณ 100 ปี ได้เป็นกราฟของประเทศต่างๆ ที่แสดงอยู่ในตอนท้ายของคลิปที่ 1 ต่อเนื่องถึงคลิปที่ 2 แนวโน้มโดยทั่วไปจะเห็นว่า สัดส่วนของแรงงานที่เข้าสู่ตลาดจะลดลงเรื่อยๆ จนถึงจุดตัดที่ตลาดแรงงานหดตัวลง ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้ผ่านเหตุการณ์นั้นไปแล้ว เช่น ญี่ปุ่นผ่านจุดตัดนั้นในปี 1994 เยอรมันในปี 2000 และออสเตรเลียในปี 2011

การคาดการณ์ในอนาคต เกาหลีใต้และจีนกำลังจะถึงจุดตัดนั้นในปี 2015 และ 2016 สิงคโปร์ปี 2017 อินโดนีเชีย 2035 และอินเดียในปี 2050 ส่วนของประเทศไทยเราจะไปถึงจุดตัดนั้นประมาณปี 2025

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ส่วนหนึ่งเนื่องจากจำนวนประชากรที่ลดลง คนแต่งงานกันช้า แต่มีลูกน้อยลง เห็นได้จากรายงานวิเคราะห์หลายฉบับที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยเราเองก็กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (มีคนแก่มากกว่าเด็ก) นอกจากนี้ แรงงานส่วนหนึ่งยังเลือกที่จะทำงานของตัวเอง เป็นฟรีแลนซ์บ้าง ขายของทางอินเตอร์เน็ตบ้าง หรือเลือกที่จะทำงานอิสระอื่นๆ โดยไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน

ช่วงที่ผ่านมาได้คุยกับคนมากมาย ทั้งเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้อง นายเก่า ทีมงานเก่า หรือแม้แต่ลูกค้า ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหาคนยาก โดยเฉพาะในตำแหน่งช่างฝีมือที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง เช่นช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อม ช่างก่อสร้าง (ที่มีทักษะสูง) หรือในสายสำนักงานก็เช่นการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะภาษาอังกฤษเพียงพอสำหรับการทำงาน ทำให้เกิดการแย่งชิงบุคลากร บริษัทต่างๆ ล้วนต้องเสนอ package การจ้างงานรวมถึงสวัสดิการหลากรูปแบบที่คิดว่าน่าจะดึงดูดให้คนอยากมาทำงานกับบริษัทตนมากกว่าแห่งอื่น

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาการแย่งชิงบุคลากรโดยการให้เงื่อนไขการจ้างที่ดีกว่าแล้ว บริษัทเองก็ต้องมองหาทางเลือกอื่นที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานของตนด้วย นี่อาจเป็นคำอธิบายหนึ่งถึงค่าแรงงานราคาแพงและการพยายามขวนขวายนำเอาเทคโนโลยีหลายอย่างเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์ในประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษก่อน นอกเหนือไปจากคำอธิบายสวยหรูว่าเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต

การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน รวมถึงการสร้างกระบวนการทำงานที่กระชับรัดกุม จะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สามารถใช้บุคลากรที่มีอย่างจำกัด แต่สามารถสร้างผลงานได้เท่าเดิมหรือดียิ่งกว่าเดิมในสนามแข่งขันทางธุรกิจที่นับวันจะดุเดือดยิ่งขึ้น

ด้านแรงงานเองก็อย่านิ่งนอนใจ เพราะแม้ตลาดจะขาดแคลนแรงงานอย่างไร แต่ถ้าตัวเราเองไม่มีทักษะพอจะทำงานเหล่านั้นได้ ก็หาได้มีความได้เปรียบอย่างใดไม่ ผลการทดสอบความรู้พื้นฐานในวิชาต่างๆ ของเยาวชนไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ นับว่าเรายังล้าหลังอยู่อย่างมาก (ดูข้อมูลสรุปจาก OECD) การเปิดเสรีอาเซียนในอีก 4 ปีข้างหน้าอาจทำให้ตลาดแรงงานคึกคักขึ้น แต่ก็อาจสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประกอบการและแรงงานที่ไม่ตระเตรียมตัวให้ดีได้เหมือนกัน

“บันทึกของแมนเดลา” ในช่วง Book Club รายการ คุยกันวันเสาร์ โดยคุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ
ออกอากาศเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Farewell

งานหนังสือปีนี้ มีหนังสือแปลออกมาทันแค่ 1 เล่ม อันเนื่องมาจากผู้แปลงานยุ่งมว้ากกก… ปั่นไม่ทันค่ะ ^^” แต่เล่มที่ออกมาคราวนี้เป็นเล่มที่ภูมิใจนำเสนอจริงๆ นั่นก็คือ “บันทึกของแมนเดลา” แปลจาก “Conversations with Myself” ซึ่งเป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัวของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21

ภาพปก "บันทึกของแมนเดลา"

ก่อนหน้านี้มีโอกาสแปล “Mandela’s Way” หรือชื่อไทยว่า “วิถีแมนเดลา” ซึ่งเป็นงานเรียบเรียงของริชาร์ด สเตงเกิล บรรณาธิการคนดังของไทมส์ผู้ร่วมงานกับแมนเดลาและติดตามเป็นเงาของท่านเป็นเวลากว่า 3 ปีเพื่อเขียนอัตชีวประวัติของแมนเดลาในหนังสือ Long Walk to Freedom (เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทยค่ะ หวังอยู่ว่าจะมีโอกาสแปลให้ครบชุด) นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราศึกษาประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้และบุคคล/เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

“บันทึกของแมนเดลา” เป็นงานที่แตกต่างไปจาก 2 เล่มที่กล่าวถึงซึ่งเป็นหนังสืออัตชีวประวัติ เพราะ “บันทึกของแมนเดลา” ไม่ใช่งานปรุงแต่ง ไม่ใช่งานเรียบเรียงใหม่ และไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจนำเสนอมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัว บันทึกในไดอารี่เกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก ความฝัน การถอดเทปสนทนาระหว่างแมนเดลากับสเตงเกิล หรือแมนเดลากับคาทราดา (เพื่อนสนิทที่ติดคุกยาวนานพอๆ กัน) จดหมายที่แมนเดลาเขียนถึงครอบครัวและญาติมิตรในระหว่างติดคุก จดหมายร้องเรียนเพื่อสิทธิของผู้ต้องขังที่ส่งถึงรัฐบาลอาพาร์ไทด์ (ขนาดติดคุกอยู่ ยังเรียกร้องสิทธิเลยค่ะ!)

เวิร์น แฮร์ริส หัวหน้าโครงการศูนย์รักษาความทรงจำและหนังสือของเนลสัน แมนเดลา เล่าภาพของหนังสือเล่มนี้ไว้ในบทนำของเล่มว่า “นี่คือตัวของท่านเอง ซึ่งมิได้มีแรงขับดันให้เป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้ชมที่ไหนเลย ณ ที่นี้ ท่านได้เขียนร่างจดหมาย ร่างสุนทรพจน์ และบันทึกความจำ ณ ที่นี้ท่านทำบันทึกหมายเหตุ (หรือจดหวัดๆ) ระหว่างการประชุม เขียนไดอารี่ประจำวัน บันทึกความฝัน ติดตามน้ำหนักและความดันโลหิต จัดการบันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ ณ ที่นี้ท่านครุ่นคิดรำพึงถึงประสบการณ์ของตน ตั้งคำถามกับความทรงจำของตน พูดคุยกับสหาย ณ ที่นี้ท่านมิได้เป็นสัญลักษณ์หรือนักบุญผู้เป็นที่เชิดชูบูชาเหนือกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะเอื้อมถึง ณ ที่นี้ท่านก็เป็นเหมือนคุณ เหมือนผม”

สรุปก็คือ นี่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่จารึกตัวตนแท้จริงของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จากภาพภายนอกที่เรามองเห็นท่านอยู่ไกลๆ ในฐานะวีรบุรุษผู้เป็นตำนาน หนังสือเล่มนี้จะมอบภาพเนลสัน แมนเดลา ที่เป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ นี่เอง คนที่เคยมีความสุข มีทุกข์ คาดหวัง ผิดหวัง และแม้แต่หวาดกลัว น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ความรู้สึกแท้จริงของรัฐบุรุษผู้หนึ่งของโลก จริงๆ แล้ว เป็นอย่างไร

บ่อยครั้งที่ผู้แปลมักจะถูกถามว่า ชอบส่วนไหนของหนังสือ (ที่แปล) มากที่สุด หนังสือของแมนเดลานี้เป็นหนังสือที่บอกได้ยากมาก แม้ในเล่มที่แล้ว (วิถีแมนเดลา) ก็ตอบยากว่าชอบส่วนไหน เพราะทุกส่วนล้วนมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ดีถ้าจะต้องเลือก เราคงเลือกส่วนที่เป็นไดอารี่จากในเรือนจำ เพราะเอกสารอื่นเช่นร่างสุนทรพจน์ จดหมาย หรือแม้แต่การถอดเทปสนทนา แมนเดลาย่อมรู้อยู่ว่ามีผู้อ่านหรือผู้ฟัง แต่ไดอารี่นั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวแท้จริง ที่ซึ่งท่าน “รำพึงกับตนเอง” เหมือนดังชื่อหนังสือ Conversations with Myself นั่นเอง

บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญเช่นนี้ อย่าพลาดที่จะมีไว้ในตู้หนังสือของคุณนะคะ ^_^

Inside ABU Robocon 2011

ทีมลูกเจ้าแม่คลองประปา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตัวแทนประเทศไทย ชนะเลิศการแข่งขันรายการ ABU Robocon 2011 ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก พวกเราคงได้ทราบข่าวกันไปบ้างแล้ว

ABU ย่อมาจาก Asia-Pacific Broadcasting Union หรือสมาพันธ์สถานีโทรทัศน์เอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งส่วนของไทยมี MCOT เป็นสมาชิก แต่เดิมก่อนจะเป็น ABU Robocon สมัยก่อนนั้นเป็น NHK Robocon ซึ่งการแข่งขันจะจัดที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ตั้งเป็น ABU Robocon แล้วก็จะเวียนกันไปจัดที่ประเทศสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 30 ประเทศตลอดทั่วเอเชีย-แปซิฟิกริม และน่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นรัสเซียก็มาร่วมแข่งในปีนี้เป็นปีแรก

ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU Robocon และได้แชมป์เป็นสมัยที่สองกับการแข่งขันหุ่นยนต์ “ลอยกระทง” (ก่อนหน้านี้ไทยเคยได้แชมป์เมื่อปี 2003 ในการแข่งขัน “ตะกร้อพิชิตจักรวาล”) ที่จริงไทยได้เป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2003 ไปแล้วก็ไม่ควรได้จัดอีกในเวลาแค่ไม่กี่ปี แต่ปีนี้เราขอกับ ABU เป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาส 84 พรรษา ดังนั้นหลังจากรอบนี้แล้วคงจะหายไปอีกเป็นสิบปีเลยละกว่าที่ไทยจะได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง

น้องใหม่ที่มาร่วมแข่งปีนี้เป็นครั้งแรก ก็ได้แก่รัสเซีย และลาว ซึ่งเป็นทีมจากวิทยาลัยเอกชน ทีมของลาวนี้ทางไทยเราส่ง ว.สว่างแดนดินสกลนคร (ทีมนายฮ้อยทมิฬ แชมป์ ABU Robocon ปี 2003) ไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงด้วย และลาวก็เอาชนะจีน เขี่ยแชมป์เก่า 4 สมัยตกรอบแรกไป

ทีมจีนนี่เก่งมาก เป็นทีมแรกๆ ในกลุ่ม ABU ที่เอากล้องมาใช้จับภาพและวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ นับตั้งแต่สมัยแข่ง “ตะกร้อพิชิตจักรวาล” เมื่อหลายปีก่อนซึ่งตอนนั้นดูเหมือนเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ผลปรากฏว่าการที่จีนเริ่มก่อนทำให้เทคโนโลยีการใช้กล้องจับและวิเคราะห์ภาพนี้ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จีนเป็นแชมป์ ABU Robocon ติดกัน 4 สมัยนับตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2010 แม้หุ่นในปีนี้ก็ดีมากจนน่ากลัว หุ่นอัตโนมัติของจีนไม่เดินขึ้นแท่นตามทางลาดที่ทำไว้ให้ แต่กระโดดขึ้นจากด้านข้างซึ่งทำให้ใช้เวลาน้อยมาก (นี่คือการคิดนอกกรอบ ไม่ทำตามกฎ!) สถิติดีที่สุดที่จีนเคยทำเอาไว้อยู่ที่ประมาณ 40 กว่าวินาที ขณะที่ทีมแชมป์ของไทยเราทำเวลาดีที่สุดประมาณ 1 นาที 8 วินาทีในรอบชิงฯ ต้องไม่ลืมว่าทีมนี้คือตัวแทนประเทศจีนที่ผ่านการแข่งขันอย่างดุเดือดในประเทศมากกว่า 4,500 ทีมมาแล้ว และเขาเป็นที่หนึ่ง (ของไทยเราแข่งทั้งประเทศ 204 ทีม)

แล้วจีนแพ้ได้ยังไง? การแข่งหุ่นระดับนี้มุ่งเป้ากันที่การทำ target สุดท้ายให้สำเร็จ คือการประกอบกระทงและวางเทียนซึ่งมีคะแนนสูงมากถึง 300 คะแนน ขนาดที่ว่าทีมไหนมีการขอ retry ก็ไม่ทันกินแล้ว แพ้แน่ๆ เรียกว่าพลาดไม่ได้เลยแม้แต่ช็อตเดียว เหตุนี้ทำให้ทีมตัวเต็งทั้งหลายพุ่งเป้าไปที่การประกอบกระทงและวางเทียน ไม่ได้ใส่ใจการเก็บคะแนนเบี้ยบ้ายรายทาง แต่พอเกิดเหตุหุ่นอัตโนมัติขัดข้อง ก็สิ้นชีพกันไปเลยทีเดียว เหมือนที่จีนสิ้นชีพพ่ายแพ้แก่ลาวซึ่งกระดุบกระดิบทำแต้มได้แค่ 20 คะแนน เข้ารอบมาแบบงงๆ

การสิ้นชีพของหุ่นอัตโนมัติเกิดขึ้นอีกครั้ง ในการแข่งรอบรองชนะเลิศกับทีมเวียดนามที่เป็นตัวเต็งอีกทีมหนึ่งเช่นกัน (เวลาที่เวียดนามทำได้ในรอบก่อนหน้านี้คือ 1 นาที 4 วินาทีซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ดีที่สุดของไทยอีก) แต่การขอ retry ของเวียดนามผิดกติกา เพราะไม่ได้จับหุ่นเก็บแขนเข้าที่ในแท่นสตาร์ทให้เรียบร้อยเสียก่อน หุ่นยังกางแขนกางขาอยู่จะเริ่มสตาร์ทใหม่ไม่ได้ ตรงนี้เข้าใจว่าเด็กๆ คงจะตกใจและลืมเก็บแขนหุ่นยนต์ให้เรียบร้อยก่อนเริ่ม retry ใหม่ แต่ก็นั่นแหละ การแข่งระดับนี้พลาดไปช็อตเดียวก็ไม่ทันกินแล้ว เหตุนี้ทีมไทยจึงชนะเวียดนามทีมเต็งได้

สิ่งที่น่าสนใจใน ABU Robocon คราวนี้คือการรีแมทช์คู่ระหว่างทีมไทยกับทีมญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อสงสัยในการเข้าเก็บคะแนนหุ่นบังคับด้วยคนในพื้นที่ common เพราะทั้งสองทีมเข้าถึงแท่นแบบคู่คี่กันมาก และกรรมการสนามตัดสินว่าทีมไทยเข้าถึงแท่นก่อนจึงมีสิทธิทำคะแนนก่อน ซึ่งทีมญี่ปุ่น (ที่ความจริงแล้วเข้าถึงแท่นก่อน) ก็หยุดและทำตามคำสั่งกรรมการแต่โดยดี แต่เมื่อดูภาพจากกล้อง top view แล้วจึงเห็นว่าญี่ปุ่นเข้าถึงแท่นก่อน ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส คณะกรรมการจึงตัดสินให้แข่งกันใหม่

กรรมการไทยท่านหนึ่งบอกกับน้องๆ ทีมลูกเจ้าแม่ฯ (ที่ต้องแข่งใหม่) ว่า “แพ้ชนะไม่เป็นไร เราเป็นเจ้าภาพต้องใจใหญ่ อย่าให้ใครว่าได้” ต้องชื่นชมสปิริตของน้องๆ ทีมลูกเจ้าแม่ฯ ด้วยที่ยอมออกมาแข่งใหม่ทั้งน้ำตา และหลังจากชนะแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาทีมที่เป็นฝ่ายทั้งเกลี้ยกล่อมและเคี่ยวเข็ญให้เด็กๆ ยอมแข่งใหม่ก็เป็นฝ่ายหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ

ทีมญี่ปุ่นเองก็น่ารักมาก นับแต่ตอนที่ถูกกรรมการสนามสั่งห้าม ก็ยุติการเข้าทำคะแนนทันที ทั้งยังไม่ประท้วงผลการตัดสินแต่อย่างใด เมื่อกรรมการแจ้งให้แข่งใหม่ ก็โค้งคำนับขอบคุณเป็นการใหญ่ แต่หุ่นอัตโนมัติของทีมญี่ปุ่นพลาดที่จุดเดิมอีกคือการประกอบกระทง ทีมไทยจึงชนะอีกครั้งโดยไร้ข้อกังขา

สปิริตของทีมนับเป็นเรื่องสำคัญ ในความหมายของเรานี้หมายรวมถึงศักดิ์ศรีและหน้าตาของประเทศด้วย อย่างที่ทีมไทยและญี่ปุ่นแสดงออกให้เห็นในคราวนี้ ต่างกับอีกทีมหนึ่งซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม แอบให้อาจารย์ที่ปรึกษาของทีมติดบัตร Press (งานนี้ Press ของประเทศต่างๆ ร่วมกันจัดงาน จำได้ไหมคะ) แล้วเที่ยวเดินไปด้อมๆ มองๆ ดูเทคโนโลยีหุ่นของประเทศต่างๆ จนกรรมการไทยจับได้ ขู่ว่าจะตัดสิทธิ์การแข่งขัน ถึงได้เลิก

จะเห็นว่า ปัจจัยในการได้เป็นแชมป์หุ่นยนต์นั้นไม่ได้มีแค่เป็นทีมที่ทำหุ่นยนต์ได้ดีที่สุด จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น ทำหุ่นยนต์ได้ดีกว่าเรานะคะ แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทำให้การทำงานของหุ่นไม่ราบรื่น ซึ่งรวมถึงการควบคุมสติของผู้บังคับหุ่นเองด้วย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับมหาวิทยาลัยทุกรายการก็คือการฝึกฝนและเพิ่มพูนศักยภาพของเด็ก การส่งต่อถ่ายทอดเทคโนโลยีกันรุ่นต่อรุ่น (อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับทีมจีน) การสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ในทางวิชาการเพื่อเกื้อกูลกันต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกันเราได้มองเห็นศักยภาพในการแข่งขัน (และนิสัย) ของแต่ละประเทศด้วย จีนและเวียดนามจะเป็นประเทศที่น่ากลัวหากสามารถแปลงเด็กๆ ที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้กลายไปเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีได้ ซึ่งนั่นเป็นโจทย์ที่ไทยยังไม่สามารถทำสำเร็จ เราได้สร้างบุคลากรศักยภาพสูงแล้วก็ปล่อยให้พวกเขาส่วนหนึ่งไปทำงานกับองค์กรข้ามชาติ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสามารถเติบโตได้

อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐเท่านั้น อันที่จริงพวกเราทุกคนนี่แหละล้วนสามารถมีส่วนช่วยเหลือผลักดันให้ประเทศเป็นแบบที่เราอยากให้เป็น ปัญหามีเพียงแค่ว่าเราจะลงมือทำ หรือจะแค่ดู

วันนี้นั่งแปล Perfect Swarm ของ Dr.Len Fisher (เกี่ยวกับ Swarm Intelligence หรือปัญญารวมฝูง – น่าจะแปลเสร็จหมดเร็วๆ นี้) มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการลงคะแนนโหวตของกลุ่ม อ่านแล้วฮาดี อยากมาแชร์เพื่อนๆ จ้ะ

——————————-

Evidence shows that all voting methods are flawed, so we may as well choose something simple to suit the particular situation and get on with it.
กระบวนวิธีลงคะแนนแบบไหนๆ ก็มีข้อบกพร่องทั้งนั้น ดังนั้นเลือกอะไรที่มันง่ายและเข้ากับสถานการณ์ก็พอ

The idea of getting together to vote on an issue goes back two-and-a-half thousand years, to a time when the city of Athens in ancient Greece was laying the foundations for Western civilization. The citizens of Athens had two great ideas about selecting their politicians.
แนวคิดการมา รวมตัวกันเพื่อลงคะแนนเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นย้อนกลับไปได้ถึงกว่าสองพัน ห้าร้อยปีก่อน ในสมัยที่มหานครเอเธนส์ของกรีซโบราณกำลังวางรากฐานอารยธรรมตะวันตก พลเมืองชาวเอเธนส์มีแนวคิดยอดเยี่ยมในการคัดเลือกนักการเมืองของตน 2 วิธี

The first was to choose them by lottery from whoever put their name forward. The second was to get rid of the worst ones by an annual process of negative voting.
วิธีแรกคือเลือกโดยการจับสลากจากใครก็ตามที่ส่งชื่อของตัวเองลงมา วิธีที่สองคือขจัดพวกที่แย่ที่สุดออกไปในกระบวนการโหวตออกประจำปี

——————————-

น่าสนใจเนอะ ^^