Feeds:
Posts
Comments

Archive for August, 2009

วันนี้นั่งอ่านบทความจากเว็บเพื่อนซี้ ว่าด้วยเรื่องของ Creative Economy ประกอบกับเพิ่งมีข่าวว่ารัฐบาลเพิ่งประกาศให้งบประมาณสนับสนุน Creative Economy จำนวน 2 หมื่นล้าน แต่ที่ทำให้เอากลับมาคิดต่อเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาก็เพราะได้อ่านคอมเมนต์ของคุณ Jim (จากลิงก์แรก) ซึ่งจะขอคัดมาไว้ที่นี่บางส่วน ดังนี้

+++++++++++++++++++++++++++++++
ก่อนอื่นเลยขอเกริ่นก่อนว่าผมมักจะมีปัญหาเวลาว่าคำว่า “มี” หรือ “ไม่มี” เวลาคุยกับคน สมมตินะครับว่าผมพูดกับคนไทยคนหนึ่งว่า “คนไทยยังไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์พอ” คำตอบที่ผมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลยก็คือ “คนไทยเก่งๆมีอยู่มากมาย ได้รับเหรียญทองโอลิมปิคเยอะแยะ แต่ไม่ได้รับการส่งเสริม” หรือถ้าบอกว่า “คนไทยจน” ก็จะได้ยินคำตอบล่วงหน้าเลยว่า “คนไทยรวยๆมีเยอะแยะ เช่น xxx, yyy, zzz” ซึ่งคล้ายกันหมดตั้งแต่คนจบป.4 ยันปริญญาเอก แต่เมื่อผมได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันตก ผมรู้สึกประหลาดใจมากว่าแทบไม่เจอคำตอบประเภทนี้เลย แม้แต่จากคนขับรถเมล์ จากรปภ. นี้แหละผมถึงเริ่มเข้าใจว่าการศึกษาตั้งแต่เล็กๆนี้มีผลกระทบใหญ่หลวงต่อการนึกคิด, ความเข้าใจ, Innovation, และ “Creative Economy” มากมายเพียงใด

ขอยกตัวอย่างใกล้ตัวนะครับเพื่อจะได้เห็นภาพ อย่างกรณีแผงลอยบนฟุตบาธ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็มักจะอ้างว่า “จน” หรือไม่ก็ “ยังเหลือที่เดินอีกตั้งเยอะ” การอ้างเหตุผลเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยในประเทศตะวันตก เช่นถ้าอ้างว่าจนแล้วก็ คนที่สมควรได้ตั้งแผงลอยก็ต้องคัดมาจากคนที่จนที่สุดในประเทศ จริงๆแล้วที่จะยุติธรรมก็คือต้องประมูลที่ตรงนั้น แล้วนำเงิน abnormal profit จากตรงนั้นก็ต้องเก็บเข้าส่วนกลาง เพื่อนำมาจัดสรรอย่างเป็นธรรม การอ้างเหตุผลว่าจนจึงใช้ไม่ได้ในประเทศที่คนมีตรรกกะดีพอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่อ้างว่า “ยังเหลือที่เดินอีกตั้งเยอะ” เพราะฟุตบาธสร้างมาเดิน ถ้าที่มันเหลือจริงๆก็ควรจะคืนที่คนถูกเวรคืนเค้าไป (ส่วนมากก็คือบ้านตรงนั้นน่ะแหละ) ไม่ใช่เอามาให้คนไม่เกี่ยวข้องมายึดไปฟรีๆ แต่โลจิกเช่นนี้ใช้ได้เสมอในประเทศไทยเรา

คำว่า “มี” หรือ “ไม่มี” ของผมนั้นสามารถละไว้ในฐานที่เข้าใจได้ว่าหมายถึง มีมากพอ หรือไม่มีมากพอ นั้นเอง ในกรณีนี้ที่ผมบอกว่าคนไทยหากจะทำ Creative Economy นั้นยังเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะยังขาดคนที่เข้าใจ คำว่าขาดนั้นคือขาดปริมาณที่มากพอ (statistically significant) ที่จะบรรลุถึง Critical Mass ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

+++++++++++++++++++++++++++++++

คุณ Jim ยกตัวอย่างได้ชัดเจนดีถึงวิธีการใช้ตรรกะแบบแปลกๆ ของคนบางกลุ่ม (บางทีอาจจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วยก็ได้) คุณ Sheradia มาช่วยให้คำศัพท์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า Fallacy ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกวงการและทุกหัวระแหง ไม่ต้องอื่นไกล ลองดูรายการวิเคราะห์ข่าว (หรือนั่งอ่านข่าวให้ฟัง) ที่มีอยู่ดาษดื่นทุกช่องโทรทัศน์ทุกวันนี้ก็ได้ ก็จะเห็น Fallacy ทำนองนี้ในข่าวมากมายหลายชิ้น แน่นอนว่า ทุกฝ่ายย่อมพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราจะต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนให้มากเพียงพอ” ปัญหาที่น่าสนใจต่อมาคือแล้ว “การศึกษาที่ว่ามันคือการศึกษาในรูปแบบไหน?” ในเมื่อทุกวันนี้เราก็มีบัณฑิตปริญญาตรีเดินกันว่อนตกงานกันเกลื่อนเมือง ปริญญาโทต้องมาแย่งงานปริญญาตรีทำ และปริญญาเอกก็เยอะแยะมากมายจนชักจะสับสนว่า “ดร.” นำหน้าชื่อนี้ ได้แต่ใดมา?

ว่าด้วยเรื่องการศึกษานี้ทำให้เรานึกถึงหัวข้อบล็อกหนึ่งที่เคยเถียงกับเพื่อน เรื่อง เด็กรุ่นใหม่ไม่เอาถ่าน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าตกลงแล้วเด็กรุ่นใหม่นี้เอาถ่านหรือไม่เอาถ่าน? ออกจะเน้นไปเด็กรุ่นใหม่สักหน่อยนะคะ แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกันก็คือว่าการศึกษาได้มีอิทธิพลต่อความคิดของบุคลากรของชาติหรือไม่ อย่างไรและเพียงใด การศึกษาในอดีตกับปัจจุบันต่างกันอย่างไร มีจุดเน้นที่แตกต่างกันอย่างไร แล้วทำไมเราจึงยังเห็น Fallacy ลักษณะดังที่คุณ Jim ยกตัวอย่างให้ฟังเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

ความจริงก็คือ ระบบการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่สามารถส่งอิทธิพลต่อความคิดของบุคลากรของชาติให้มีความรู้ความสามารถในระดับสูงเพียงพอและมากพอถึงขนาด Critical Mass ใช่หรือไม่?

ยังมีนักศึกษาที่ความสามารถไม่ถึง สอบไม่ผ่าน แล้วใ้ช้วิธีออกมาประท้วงกดดันสถาบันการศึกษาให้ลดเกณฑ์คะแนนลง

ยังมีนักศึกษาที่ไม่เคยทำวิทยานิพนธ์ด้วยตนเอง ใช้วิธีไปจ้างมือปืนช่วยทำวิทยานิพนธ์ให้ น่าแปลกที่อุตส่าห์มีคนยอมทำ และอาจารย์ก็อุตส่าห์ให้ผ่านเสียด้วย

ยังมีเรื่องแปลกไม่น่าเชื่ออีกหลายอย่างที่เกิดขึ้น แต่แปลกยิ่งกว่าที่สังคมก็ยินยอมให้เกิดเรื่องแปลกเหล่านั้นขึ้นโดยเหมือนกับว่าเป็นเรื่องปกติ น่าคิดอยู่ไม่น้อยว่า ที่แท้แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นผลิตผลหนึ่งของสังคม ซึ่งสังคมแห่งนั้นสร้างขึ้นมานั่นเอง เรายอมให้มีการใช้ Fallacy แปลกๆ เหล่านี้กันเองนี่นา โดยไม่มีใครไปคัดง้าง ห้ามปราม หรือระงับเสียด้วย ถ้าอย่างนั้นแล้วระบบการศึกษาของไทยก็คงไม่มีทางได้ปรับปรุงอะไรให้แปลกใหม่ไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นและยอมรับอยู่ในตัวเองแล้ว

Advertisements

Read Full Post »