Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Astrohobby’ Category

ในห้วงอวกาศนอกโลกนั้นมีเศษซากวัตถุชิ้นเล็กๆ มากมายล่องลอยอยู่ ที่อาจเป็นเศษฝุ่นผง เศษชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อย หรือเศษดาวหางที่แตกสลายเนื่องจากถูกแรงโน้มถ่วงมหาศาลฉีกทำลาย เศษวัตถุอวกาศชิ้นเล็กๆ เหล่านี้เราเรียกว่า สะเก็ดดาว หากเมื่อใดที่สะเก็ดดาวล่องลอยมาใกล้โลก หรือโลกเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้พวกมันก็ตาม สะเก็ดดาวที่ถูกแรงดึงดูดของโลกดึงตกลงมา เราเรียกว่า ดาวตก ถ้ามีดาวตกเป็นจำนวนมากๆ เราเรียกว่า ฝนดาวตก เศษวัตถุเหล่านี้เมื่อตกลงถึงพื้นโลก เราเรียกว่า อุกกาบาต

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โลกจะเคลื่อนที่ผ่านไปในบริเวณที่ดาวหางเทมเพล-ทัตเติล เคยโคจรอยู่ แต่แตกสลายเป็นผุยผงไปเสียแล้วเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดี เศษซากดาวหางนี้เป็นสะเก็ดดาวชิ้นเล็กๆ จำนวนมาก เมื่อโลกโคจรผ่านไปในย่านนั้น สะเก็ดดาวส่วนหนึ่งจึงตกลงมาบนโลก กลายเป็น ฝนดาวตกสิงโต (Leonids) ที่เรียกว่า ฝนดาวตกสิงโต ก็เพราะว่าเมื่อเวลาเรามองดูจากบนโลก จะเห็นกระแสฝนดาวตกนี้เริ่มขึ้นจากบริเวณกลุ่มดาวสิงโตนั่นเอง

ฝนดาวตกสิงโตนี้มีชื่อเสียงมานานนับร้อยๆ ปีแล้ว เพราะเป็นฝนดาวตกที่สว่างมาก ในบางปีมีอัตราเกิดฝนดาวตกสูงถึงหลายหมื่นดวงต่อชั่วโมง จนเรียกว่าเป็นพายุฝนดาวตก คือในปี ค.ศ. 1866 และ 1867 พายุฝนดาวตกสิงโตครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1833 โดยมีจำนวนฝนดาวตกสูงกว่าแสนดวงต่อชั่วโมง มองเห็นได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ฝนดาวตกสิงโต
พายุฝนดาวตกสิงโต ค.ศ. 1833 ภาพจากวิกิพีเดีย

ในปี พ.ศ. 2552 นี้ ฝนดาวตกสิงโต จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน นักดาราศาสตร์คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 100-500 ดวงต่อชั่วโมง มองเห็นได้ในแถบเอเชียตะวันออก สำหรับประเทศไทย จะเห็นชัดที่สุดเวลาประมาณตีสี่ สมาคมดาราศาสตร์ไทยได้จัดกิจกรรมดาราศาสตร์สัญจร ไปดูฝนดาวตกสิงโตที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด – โป่งก้อนเส้า จังหวัดสระบุรี ซึ่งรวมไปถึงกิจกรรมดูดาวเคราะห์ กลุ่มดาวฤดูหนาว และทางช้างเผือก ระหว่างที่รอฝนดาวตกด้วย

ถ้าว่างๆ ไปดูฝนดาวตกกันค่ะ ดูรายละเอียดกิจกรรมดาราศาสตร์สัญจรได้ที่นี่ http://thaiastro.nectec.or.th/activity/25521117_Leonids/

อ่านเพิ่มเติม ข้อมูลฝนดาวตกสิงโต
http://en.wikipedia.org/wiki/Leonids
http://th.wikipedia.org/wiki/ฝนดาวตกสิงโต

Read Full Post »

กลับมาหนุกหนานกันอีกครั้งกับ “นิบิรุ” ดาวเจ้าปัญหา เนื่องจากเพิ่งไปพบบทความหนึ่งซึ่งฝ่ายสนับสนุนดาวนิบิรุกล่าวอ้างว่า นาซ่า ประกาศยอมรับแล้วว่า ค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 10 หรือ Planet X จริงๆ แถมลิงก์ต้นฉบับมาด้วยค่ะ คือที่นี่ http://www.nasa.gov/vision/universe/solarsystem/newplanet-072905.html ขอบคุณจริงๆ ที่ให้ลิงก์มาด้วย ไม่ต้องเสียเวลาค้น แต่สงสัยว่าผู้กล่าวอ้างคงจะอ่านแต่หัวข้อ ไม่ได้อ่านเนื้อในบทความว่าเขาพูดถึงนิบิรุจริงหรือเปล่า เอ้าตามมาดูกันค่ะ

เนื้อหาในบทความเกิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.2005 แล้วค่ะ นาซ่าบอกว่าได้ค้นพบ “ดาวเคราะห์” (Planet) ที่ใหญ่กว่าดาวพลูโต และอยู่พ้นระยะจากดาวพลูโตไกลออกไปอีก โอเข้าเค้ามากๆ ดาวดวงนี้เองที่ส่งอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ของดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สงสัยมาเนิ่นนานและตั้งชื่อเรียกดาวลึกลับที่ยังหาไม่เจอ (ในตอนนั้น) ว่า “Planet X”

แรกเริ่มเดิมทีดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกสังเกตพบโดยหอดูดาวพาโลมาร์ใกล้เมืองซานดิเอโก ผู้ค้นพบคือ ดร. ไมเคิล บราวน์ กล้องโทรทรรศน์ที่จับภาพได้ชื่อว่า Samuel Oschin ถ่ายภาพดาวเคราะห์ลึกลับนี้ไว้ได้ 3 ภาพในระยะห่างกัน 90 นาที โดยถ่ายเอาไว้ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2003 แต่กว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะแยกแยะได้ว่าจุดลึกลับในภาพถ่ายนี้เป็นดาวเคราะห์ ก็ปาเข้าไปถึงปี 2005 แล้ว ชื่อรหัสของดาวตั้งตามมาตรฐานการตั้งชื่อดาวคือ 2003UB313 และมีชื่อสามัญเรียกว่า “อีรีส” (Eris) หรือชื่อเล่นที่ผู้ค้นพบตั้งขึ้นเองว่า “ซีนา” (Xena – คนละดวงกับเซ็ดนา (Sedna) นะคะ) แต่ไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นถ้าไปอ่านเจอ “ซีนา” ที่ไหน โปรดเข้าใจว่าคือดาวดวงเดียวกันนี้เองค่ะ

ดาวดวงนี้มีสัณฐานเบื้องต้นคล้ายคลึงกับ “ดาวเคราะห์” ซึ่งเรารู้จักแล้วทั้ง 9 ดวง (ตอนนั้นยังนับว่าพลูโตเป็นดาวเคราะห์อยู่) ระยะโคจรของดาวดวงนี้อยู่บริเวณแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ต่อเนื่องกับแถบหินกระจาย (Scattered Disc) อันเป็นบริเวณที่มีวัตถุขนาดเล็กเย็นจัดล่องลอยอยู่เต็มไปหมด ในบทความบางแห่งจะเรียกบริเวณอันไกลโพ้นนี้รวมๆ กันไปว่า ย่านพ้นดาวเนปจูน และเรียกวัตถุในย่านพ้นดาวเนปจูนว่า วัตถุพ้นดาวเนปจูน (Trans-Neptunian Object หรือ TNO)

ต่อมาในปี 2006 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ได้มีมติว่าด้วยนิยามของ “ดาวเคราะห์” ว่าจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. เป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงดวงอาทิตย์ แต่ไม่ใช่ดาวฤกษ์ และไม่ใช่ดวงจันทร์บริวาร
2. มีมวลมากพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดตัวเองให้อยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต หรือรูปร่างใกล้เคียงกับทรงกลม
3. มีวงโคจรที่ชัดเจนและสอดคล้องกับดาวเคราะห์ข้างเคียง
4. มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์ (804.63 กิโลเมตร)

นิยามข้างต้นนี้ทำให้ทั้งพลูโตและอีรีส ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 และ 10 ของระบบสุริยะถูกปลดออกจากตำแหน่ง จะเห็นได้ว่า อีรีส เพิ่งเข้ารับตำแหน่งปี 2005 แต่พอปีถัดมาก็ถูกปลดเสียแล้ว คนทั่วไปยังไม่ทันจะรู้จักกันเลย น่าเสียดายจริงๆ

นี่คือเรื่องราวของดาวเคราะห์ดวงที่ 10 หรือ “อีรีส” ซึ่งเคยถูกเรียกว่า Planet X มานานตั้งแต่สมัยยังหากันไม่เจอ ตอนนี้หาเจอแล้ว แต่ไม่ได้เป็นดาวเคราะห์แล้วค่ะ กลายเป็นได้แค่ดาวเคราะห์แคระเท่านั้น อย่างไรก็ดี คงจะชัดเจนแล้วว่า ดาวดวงนี้ ไม่ใช่ “นิบิรุ” แน่ๆ ค่ะ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีรีส ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/อีรีส นะคะ

Read Full Post »

วันนี้นั่งเสิร์ชดูข่าวน่าสนใจด้านดาราศาสตร์ระหว่างเวลาว่างอันแสนจะหายาก ก็ไปเจอเรื่องประหลาดเข้าอีกแล้ว ครั้งก่อนมีข่าวว่าปี ค.ศ. 2012 โลกจะพลิกกลับด้าน คราวนี้จะมีดาวพุ่งชนโลกแน่ะค่ะ (ปี 2012 เป็นปีซวยหรือยังไงกันนี่) เขาว่ากันว่า ดาวดวงนี้เป็นดาวเพิ่งค้นพบใหม่ อยู่เลยวงโคจรของพลูโตออกไปอีก ชื่อว่า นิบิรุ (Nibiru) หรือดาวเคราะห์ X แต่อ่านไปอ่านมาบางทีก็ว่าเป็นดาวฤกษ์ (ตกลงเป็นดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์?) เพิ่งจะผ่านเข้ามาในระบบกาแล็กซี่ของเรา (คนเขียนรู้จักไหมว่ากาแล็กซี่คืออะไร มีดาวจากที่อื่นผ่านเข้ามาได้ยังไง) และเส้นทางโคจรของดาวนี้จะมาทับกับแนวโคจรของโลกพอดี (อะจ๊าก!!) แถมมีภาพประกอบที่อ้างว่าถ่ายจากหอดูดาวขั้วโลกใต้เอามาให้ดูอีกด้วย เอ๋า!.. เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่?

ไปที่ nasa.gov กันเลยดีกว่า คอลัมน์นาซาตอบคำถาม มีหมายเหตุด้านบนว่า ทางนาซาได้รับคำถามเกี่ยวกับนิบิรุมาเป็นพันๆ ครั้ง และได้ตอบไปไม่ต่ำกว่า 200 ครั้งแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามส่งเข้ามาเรื่อยๆ ดังนั้นกรุณาอ่าน SUMMARY ก่อนค่อยถามนะจ๊ะ (นักวิทยาศาสตร์เบื่อจะตอบแล้ว)

หน้า summary คือที่นี่ค่ะ http://astrobiology.nasa.gov/ask-an-astrobiologist/intro/nibiru-and-doomsday-2012-questions-and-answers
ผู้เขียนคือ David Morrison, NAI Senior Scientist เพิ่งเขียนตอบครั้งล่าสุดเมื่อ 1 มิถุนายน 2009 ที่ผ่านมานี้เอง

ในหน้าเว็บดังกล่าวมี 20 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับนิบิรุ ผู้สนใจเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ ขอสรุปแบบย่อๆ เอาไว้ดังนี้

1. ข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับดาวนิบิรุชนโลกที่ปรากฏในอินเตอร์เน็ต เป็นข่าวลวงทั้งหมด (Hoax)

2. Nibiru คือชื่อทางโหราศาสตร์ของดาวพฤหัสบดีในวัฒนธรรมบาบิโลน ไม่ใช่ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของดาวเคราะห์ดวงใหม่แต่อย่างใด (ส่วนที่อ้างว่าเป็นชื่อของทางสุเมเรียน สืบเนื่องมาจากนวนิยายของ Zecharia Sitchin ที่เรียก Planet ดวงที่ 12 ว่า นิบิรุ – เรียกว่าเป็น Planet เพราะในวัฒนธรรมโบราณนอกจากดาวเคราะห์ทั้ง 9 แล้ว จะนับรวมดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็น Planet ด้วย)

3. หอดูดาวที่ขั้วโลกใต้ ไม่ใช่หอดูดาวของนาซา แต่เป็นของ NSF เป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุ (radio telescope) สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นอินฟราเรดและวิทยุคลื่นสั้น ผลจากการสังเกตการณ์ไม่ใช่รูปภาพ ดังนั้นภาพถ่ายที่อ้างว่าเป็นภาพของนิบิรุที่มองเห็นแม้ในเวลากลางวัน จึงไม่จริง

4. คำว่า Planet X เป็นคำที่นักดาราศาสตร์ใช้เรียกดาวเคราะห์ลึกลับที่ยังค้นไม่พบแต่จากผลการคำนวณเชื่อว่าน่าจะส่งอิทธิพลต่อวงโคจรของดาวเคราะห์ที่รู้จักแล้ว เมื่อมีการค้นพบดาวเคราะห์ ก็จะตั้งชื่อสามัญให้ ดังเช่น พลูโต และอีรีส ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยถูกเรียกว่า Planet X มาก่อน แต่ ดาวเคราะห์แคระที่ค้นพบอยู่ในเขตรอบนอกของระบบสุริยะ ไม่มีดวงใดที่มีวงโคจรเข้ามาถึงระบบสุริยะชั้นในเลย จึงไม่มีทางจะมาทับซ้อนกับวงโคจรของโลกได้

ในหน้า Summary ดังกล่าวยังมีการยืนยันถึงเรื่อง “โลกพลิกกลับด้าน” อีกครั้งด้วยว่า ไม่เป็นความจริง และว่าการกุข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับ “วันพิพากษา” เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้หวาดกลัวต้องเสียเงินเสียทองไปในกรณีต่างๆ กัน ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบความเป็นจริงกันก่อนจะเชื่ออะไร

น่าสงสารคุณเดวิดจริงๆ ดูท่าจะต้องเขียนตอบไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เพราะตอบด้วยความเหนื่อยใจอย่างมาก เอ้า! ก็ช่วยกันประกาศข้อเท็จจริงต่อไปก็แล้วกัน ข่าวลือน่ะแพร่ง่าย เชื่อง่าย แต่ความจริงมักไม่ค่อยมีใครเชื่อ แปลกแท้ๆ

Read Full Post »

เมื่อวานได้ยินข่าวน่าตกใจมาว่า อีก 3 ปีข้างหน้า โลกจะพลิกกลับด้าน ขั้วเหนือไปเป็นใต้ ใต้ไปเป็นเหนือ และสนามแม่เหล็กโลกจะหายไปเป็นเวลา 3 ชั่วโมง 50 นาที (โหย.. บอกได้ขนาดนั้น) ผลจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงจะวินาศสันตะโร ดาวเทียมพัง การสื่อสารวุ่นวาย อย่างที่ผู้แจ้งข่าวคิดเท่านั้น แต่ใครที่รู้ว่าสนามแม่เหล็กโลกช่วยปกป้องโลกเอาไว้ได้อย่างไร ย่อมต้องรู้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่าขึ้นมาจริงๆ มนุษยชาติคงจะไม่เหลือหลอ

แต่เราไม่เชื่อ ยังไง้ยังไงก็ไม่เชื่อ ผู้ให้ข่าวเองแม้จะเชื่อเรื่องสนามแม่เหล็กหายไป แต่ก็ไม่เชื่อว่าโลกจะพลิกกลับขั้วกันได้ยังไง เอาโมเมนตัมที่ไหนมากระทำ

พอกลับถึงบ้าน อย่างแรกที่ทำคือเปิดเน็ตเช็คข่าวจากนาซ่าทันที ข่าวต้นฉบับจากนาซ่าที่มีพูดถึงการ “กลับขั้ว” คืออันนี้
http://science.nasa.gov/headlines/y2001/ast15feb_1.htm

จากเนื้อหาในบทความ นาซ่าเล่าถึงการเปลี่ยน “ขั้วแม่เหล็ก” ของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาตามวงรอบที่เรียกว่า วัฏจักรสุริยะ (solar cycle) เรื่องนี้เกี่ยวพันกับ sunspot และ solar wind ซึ่งถ้ามีโอกาสจะเล่าต่อไป การเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์นี้เป็นธรรมชาติ การตรวจพบถือเป็นเรื่องดีเพราะแสดงว่าดวงอาทิตย์ยังมีสภาพปกติ ไม่มีอาการผิดปกติที่นักวิทยาศาสตร์หาคำอธิบายไม่ได้

ข่าวนี้เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ปี 2001 แต่ก็เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นใน solar cycle รอบหน้า คือปี 2012 ด้วย ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ในปัจจุบันนี้ “ขั้วเหนือ” ชี้ไปที่แกนด้าน “ใต้” และในวงรอบสุริยะปี 2012 ขั้วเหนือจะหมุนกลับมาที่แกนด้าน “เหนือ”

ถามว่า แล้วขั้วแม่เหล็กโลกล่ะ มีการพลิกด้วยหรือไม่ คำตอบคือ มี แต่ในอัตราที่น้อยกว่ามากๆ ใจความต้นฉบับว่าดังนี้

Earth’s magnetic field also flips, but with less regularity. Consecutive reversals are spaced 5 thousand years to 50 million years apart. The last reversal happened 740,000 years ago. Some researchers think our planet is overdue for another one, but nobody knows exactly when the next reversal might occur.

รอบการเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลก คาดว่าอยู่ระหว่าง 5 พันถึง 50 ล้านปี (ดวงอาทิตย์เปลี่ยนทุก 11 ปี) การเปลี่ยนขั้วครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อ 740,000 ปีที่แล้ว และยังไม่อาจบอกได้ว่าจะเกิดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเห็นว่ามันอาจไม่เกิดอีกแล้วก็ได้

ยังมีอีกข่าวนึงคล้ายๆ กัน เหตุเกิดเมื่อไม่กี่วันมานี้ พอเห็นข่าวเกี่ยวกับ solar cycle ก็เลยนึกขึ้นมาได้ ว่ามันจะเกี่ยวกันหรือเปล่า คือข่าวนี้ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000052971

เนื้อข่าวเกิดจากการแปลมั่วซั่วอย่างที่สุด สังเกตจากตัวเลขจำนวนจุดมืดดวงอาทิตย์ “90” และ “78” และตีข่าวให้เห็นว่าการเกิด solar maximum ครั้งนี้จะรุนแรงกว่าครั้งก่อน

ทั้งๆ ที่ข่าวต้นฉบับ เป็นอย่างนี้ค่ะ
http://science.nasa.gov/headlines/y2009/01apr_deepsolarminimum.htm?list46766

อันนี้เป็นการรายงานผลสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ฉบับล่าสุดในปีนี้ ใจความสำคัญ ต้นฉบับบอกว่า ดวงอาทิตย์อยู่ในสภาวะสงบนิ่งที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาในประวัติศาสตร์ และ solar maximum รอบนี้ (ปี 2012 นั่นแหละ) มีความรุนแรง “น้อยกว่า” ค่าเฉลี่ยเท่าที่เคยมีมา ถ้าอ่านให้ละเอียดจะเห็นว่ามีเลข “90” กับ “78” เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันคนละทิศละทาง เพราะคนแปลข่าวไม่เข้าใจเลยว่าต้นฉบับพูดถึงอะไร

แบบนี้นะเขาเรียกว่า ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด ข่าวจากนาซาเป็นข่าวเบๆ เล่าถึงการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ตามปกติเท่านั้น แต่พวกเอามาใส่สีตีไข่เสียใหญ่โต คนฟังต่อก็เอามาแต่งเติมเข้าไปอีก จับแพะชนแกะกันให้วุ่นวาย

นี่แหละหนาประเทศไทย ถ้าพวกที่ “ไม่รู้” แล้วทำ “ไม่ชี้” นี้ยังพอทำเนา แต่พวกที่ “ไม่รู้” แต่ดัน “ชอบชี้” นี่ละตัวดี

แต่จะว่าไป บางทีโลกนี้ก็อาจจะ “พลิกกลับด้าน” ไปแล้วจริงๆ ก็ได้นะ มันถึงได้กลับตาลปัตรวุ่นวายไปหมดแบบนี้ไง อิอิอิ…

Read Full Post »

ช่วงที่ผ่านมาได้ไปเป็นอาสาสมัครเขียนบทความต่างๆ ให้แก่สารานุกรมวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ซึ่งบางคนอาจเคยเห็นมาบ้างแล้ว และเคยนำข้อมูลในวิกิพีเดียไปใช้บ้าง ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลที่เขียนขึ้นโดยเหล่าอาสาสมัครโดยผ่านทางชุมชนวิกิพีเดีย ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับผู้เขียนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในชุมชนวิกิพีเดียมีนโยบายการตรวจสอบความถูกต้องและนโยบายด้านลิขสิทธิ์ที่เข้มแข็ง รายละเอียดเกี่ยวกับการเขียนบทความในวิกิพีเดียคงจะนำมาเล่าสู่กันฟังในคราวต่อไป แต่วันนี้อยากจะเล่าถึงเรื่องของลิขสิทธิ์ในงานเขียนของวิกิพีเดีย และวิธีการอ้างอิงที่ถูกต้องก่อน

ดังที่กล่าวข้างต้น ว่าเนื้อหาในสารานุกรมวิกิพีเดียล้วนเขียนขึ้นโดยสมาชิกที่เป็นอาสาสมัคร งานเขียนของสมาชิกแต่ละคนก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของผู้เขียนท่านนั้นๆ แต่เงื่อนไขประการหนึ่งสำหรับบทความที่นำขึ้นเสนอบนวิกิพีเดีย ก็คือ สมาชิกจะต้องยินยอมให้งานเขียนของตนอยู่ภายใต้อนุสัญญากนู (GNU Free Documentation License ; ย่อว่า GFDL) ลักษณะของสัญญาอนุญาตนี้ก็คือ ผู้เขียนยินยอมให้ผู้อื่นนำงานเขียนส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปเผยแพร่ได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน รวมถึงสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมจากงานเขียนนั้นๆ ก็ได้ หัวใจสำคัญของสัญญาอนุญาตประเภทนี้คือการสร้างความร่วมมือและการพัฒนาต่อยอดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เมื่อผู้เขียนยินยอมให้ปรับปรุงแก้ไขได้ เนื้อหาส่วนใดที่ขาดตกบกพร่อง หรือสำนวนภาษาที่ยังไม่สละสลวย เพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ ก็สามารถมาช่วยแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ ทำให้ได้ผลงานที่มีความสมบูรณ์ ถูกต้องมากยิ่งขึ้น หลักการนี้เป็นหลักการเช่นเดียวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ของชุมชน open source ซึ่งเป็นการเปิดกว้างเพื่อให้มีการพัฒนาต่อยอดได้โดยทั่วไป ภายใต้เงื่อนไขกำกับอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ดี สิทธิ์ในงานเขียนของสมาชิกแต่ละคนก็ยังคงเป็นของผู้เขียนท่านนั้นๆ ซึ่งผู้เขียนสามารถจะนำไปทำอะไรก็ได้

แต่จากความเปิดกว้างเช่นนี้ของวิกิพีเดียทำให้มีหลายๆ คน (มาก) เข้าใจผิดว่า บทความเหล่านั้นเป็นของฟรี จะเอาไปทำอะไรก็ได้ อันที่จริงแล้วยังมีเงื่อนไขในสัญญาอนุญาตอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ บทความ (ที่ลอกไป) นั้นจะต้องยังคงให้ความเสรีในลักษณะเดิมแก่ผู้อื่น และยังคงรับรู้ถึงความเป็นผู้ประพันธ์ของบทความที่นำไปใช้ วิธีการที่วิกิพีเดียแนะนำให้ทำก็คือ ให้ทำลิงก์กลับไปยังบทความหน้าที่คัดลอก เพราะจะสามารถดูรายชื่อผู้เขียนหรือกลุ่มผู้เขียนบทความนั้นๆ ได้ ถือเป็นการรับรู้ความเป็นผู้ประพันธ์เหมือนกัน ดังนั้น วิธีการอ้างอิงที่ถูกต้องคือ ทำลิงก์แบบนี้ http://th.wikipedia.org/wiki/ดาราศาสตร์ ส่วนการอ้างกลับไปเพียงหน้าหลักของวิกิพีเดีย (เช่น http://th.wikipedia.org) แบบนี้เป็นการอ้างอิงที่ผิด เพราะไม่สามารถรับรู้ถึงผู้เขียนบทความอันที่คัดลอกมาได้

การเขียนอ้างอิงไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องนี้ หากทำความเข้าใจกันแล้วก็สามารถทำให้ถูกต้องได้ไม่ยาก ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความขอบคุณต่ออาสาสมัครผู้เขียนหรือแปลบทความต่างๆ ให้เราได้อ่านกัน อย่างไรก็ดีในระยะหลังนี้มีการพบเห็นสื่ออินเตอร์เน็ตหลายแห่ง คัดลอกข้อมูลจากวิกิพีเดียไปใช้ แต่อ้างว่าเป็นลิขสิทธิ์ของตัวเองโดยใส่ “copyright” กำกับ สื่อไร้จรรยาบรรณเหล่านี้ไม่เพียงไร้ความสามารถในการพัฒนาบทความเอง แต่ยังกล้าขโมยของของคนอื่นมาอ้างว่าเป็นของตัว แล้วยังห้ามคนอื่นเอาไปใช้ต่อโดยการใส่ copyright เสียอีก เรียกได้ว่าเลวซ้ำเลวซ้อน หากพบเห็นสมควรประณาม และควรหันมาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้และพัฒนาที่จะนำสังคมไปสู่ความก้าวหน้าอย่างถูกต้องเหมาะสม จึงจะเรียกว่าดีว่างาม

อ่านเพิ่มเติม
http://th.wikipedia.org/wiki/วิกิพีเดีย:ลิขสิทธิ์
http://th.wikipedia.org/wiki/สัญญาอนุญาตเอกสารเสรีของกนู

Read Full Post »