Feeds:
Posts
Comments

Archive for September, 2011

งานหนังสือปีนี้ มีหนังสือแปลออกมาทันแค่ 1 เล่ม อันเนื่องมาจากผู้แปลงานยุ่งมว้ากกก… ปั่นไม่ทันค่ะ ^^” แต่เล่มที่ออกมาคราวนี้เป็นเล่มที่ภูมิใจนำเสนอจริงๆ นั่นก็คือ “บันทึกของแมนเดลา” แปลจาก “Conversations with Myself” ซึ่งเป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัวของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21

ภาพปก "บันทึกของแมนเดลา"

ก่อนหน้านี้มีโอกาสแปล “Mandela’s Way” หรือชื่อไทยว่า “วิถีแมนเดลา” ซึ่งเป็นงานเรียบเรียงของริชาร์ด สเตงเกิล บรรณาธิการคนดังของไทมส์ผู้ร่วมงานกับแมนเดลาและติดตามเป็นเงาของท่านเป็นเวลากว่า 3 ปีเพื่อเขียนอัตชีวประวัติของแมนเดลาในหนังสือ Long Walk to Freedom (เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทยค่ะ หวังอยู่ว่าจะมีโอกาสแปลให้ครบชุด) นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราศึกษาประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้และบุคคล/เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

“บันทึกของแมนเดลา” เป็นงานที่แตกต่างไปจาก 2 เล่มที่กล่าวถึงซึ่งเป็นหนังสืออัตชีวประวัติ เพราะ “บันทึกของแมนเดลา” ไม่ใช่งานปรุงแต่ง ไม่ใช่งานเรียบเรียงใหม่ และไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจนำเสนอมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัว บันทึกในไดอารี่เกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก ความฝัน การถอดเทปสนทนาระหว่างแมนเดลากับสเตงเกิล หรือแมนเดลากับคาทราดา (เพื่อนสนิทที่ติดคุกยาวนานพอๆ กัน) จดหมายที่แมนเดลาเขียนถึงครอบครัวและญาติมิตรในระหว่างติดคุก จดหมายร้องเรียนเพื่อสิทธิของผู้ต้องขังที่ส่งถึงรัฐบาลอาพาร์ไทด์ (ขนาดติดคุกอยู่ ยังเรียกร้องสิทธิเลยค่ะ!)

เวิร์น แฮร์ริส หัวหน้าโครงการศูนย์รักษาความทรงจำและหนังสือของเนลสัน แมนเดลา เล่าภาพของหนังสือเล่มนี้ไว้ในบทนำของเล่มว่า “นี่คือตัวของท่านเอง ซึ่งมิได้มีแรงขับดันให้เป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้ชมที่ไหนเลย ณ ที่นี้ ท่านได้เขียนร่างจดหมาย ร่างสุนทรพจน์ และบันทึกความจำ ณ ที่นี้ท่านทำบันทึกหมายเหตุ (หรือจดหวัดๆ) ระหว่างการประชุม เขียนไดอารี่ประจำวัน บันทึกความฝัน ติดตามน้ำหนักและความดันโลหิต จัดการบันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ ณ ที่นี้ท่านครุ่นคิดรำพึงถึงประสบการณ์ของตน ตั้งคำถามกับความทรงจำของตน พูดคุยกับสหาย ณ ที่นี้ท่านมิได้เป็นสัญลักษณ์หรือนักบุญผู้เป็นที่เชิดชูบูชาเหนือกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะเอื้อมถึง ณ ที่นี้ท่านก็เป็นเหมือนคุณ เหมือนผม”

สรุปก็คือ นี่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่จารึกตัวตนแท้จริงของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จากภาพภายนอกที่เรามองเห็นท่านอยู่ไกลๆ ในฐานะวีรบุรุษผู้เป็นตำนาน หนังสือเล่มนี้จะมอบภาพเนลสัน แมนเดลา ที่เป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ นี่เอง คนที่เคยมีความสุข มีทุกข์ คาดหวัง ผิดหวัง และแม้แต่หวาดกลัว น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ความรู้สึกแท้จริงของรัฐบุรุษผู้หนึ่งของโลก จริงๆ แล้ว เป็นอย่างไร

บ่อยครั้งที่ผู้แปลมักจะถูกถามว่า ชอบส่วนไหนของหนังสือ (ที่แปล) มากที่สุด หนังสือของแมนเดลานี้เป็นหนังสือที่บอกได้ยากมาก แม้ในเล่มที่แล้ว (วิถีแมนเดลา) ก็ตอบยากว่าชอบส่วนไหน เพราะทุกส่วนล้วนมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ดีถ้าจะต้องเลือก เราคงเลือกส่วนที่เป็นไดอารี่จากในเรือนจำ เพราะเอกสารอื่นเช่นร่างสุนทรพจน์ จดหมาย หรือแม้แต่การถอดเทปสนทนา แมนเดลาย่อมรู้อยู่ว่ามีผู้อ่านหรือผู้ฟัง แต่ไดอารี่นั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวแท้จริง ที่ซึ่งท่าน “รำพึงกับตนเอง” เหมือนดังชื่อหนังสือ Conversations with Myself นั่นเอง

บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญเช่นนี้ อย่าพลาดที่จะมีไว้ในตู้หนังสือของคุณนะคะ ^_^

Advertisements

Read Full Post »

ทีมลูกเจ้าแม่คลองประปา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตัวแทนประเทศไทย ชนะเลิศการแข่งขันรายการ ABU Robocon 2011 ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก พวกเราคงได้ทราบข่าวกันไปบ้างแล้ว

ABU ย่อมาจาก Asia-Pacific Broadcasting Union หรือสมาพันธ์สถานีโทรทัศน์เอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งส่วนของไทยมี MCOT เป็นสมาชิก แต่เดิมก่อนจะเป็น ABU Robocon สมัยก่อนนั้นเป็น NHK Robocon ซึ่งการแข่งขันจะจัดที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ตั้งเป็น ABU Robocon แล้วก็จะเวียนกันไปจัดที่ประเทศสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 30 ประเทศตลอดทั่วเอเชีย-แปซิฟิกริม และน่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นรัสเซียก็มาร่วมแข่งในปีนี้เป็นปีแรก

ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU Robocon และได้แชมป์เป็นสมัยที่สองกับการแข่งขันหุ่นยนต์ “ลอยกระทง” (ก่อนหน้านี้ไทยเคยได้แชมป์เมื่อปี 2003 ในการแข่งขัน “ตะกร้อพิชิตจักรวาล”) ที่จริงไทยได้เป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2003 ไปแล้วก็ไม่ควรได้จัดอีกในเวลาแค่ไม่กี่ปี แต่ปีนี้เราขอกับ ABU เป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาส 84 พรรษา ดังนั้นหลังจากรอบนี้แล้วคงจะหายไปอีกเป็นสิบปีเลยละกว่าที่ไทยจะได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง

น้องใหม่ที่มาร่วมแข่งปีนี้เป็นครั้งแรก ก็ได้แก่รัสเซีย และลาว ซึ่งเป็นทีมจากวิทยาลัยเอกชน ทีมของลาวนี้ทางไทยเราส่ง ว.สว่างแดนดินสกลนคร (ทีมนายฮ้อยทมิฬ แชมป์ ABU Robocon ปี 2003) ไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงด้วย และลาวก็เอาชนะจีน เขี่ยแชมป์เก่า 4 สมัยตกรอบแรกไป

ทีมจีนนี่เก่งมาก เป็นทีมแรกๆ ในกลุ่ม ABU ที่เอากล้องมาใช้จับภาพและวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ นับตั้งแต่สมัยแข่ง “ตะกร้อพิชิตจักรวาล” เมื่อหลายปีก่อนซึ่งตอนนั้นดูเหมือนเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ผลปรากฏว่าการที่จีนเริ่มก่อนทำให้เทคโนโลยีการใช้กล้องจับและวิเคราะห์ภาพนี้ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จีนเป็นแชมป์ ABU Robocon ติดกัน 4 สมัยนับตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2010 แม้หุ่นในปีนี้ก็ดีมากจนน่ากลัว หุ่นอัตโนมัติของจีนไม่เดินขึ้นแท่นตามทางลาดที่ทำไว้ให้ แต่กระโดดขึ้นจากด้านข้างซึ่งทำให้ใช้เวลาน้อยมาก (นี่คือการคิดนอกกรอบ ไม่ทำตามกฎ!) สถิติดีที่สุดที่จีนเคยทำเอาไว้อยู่ที่ประมาณ 40 กว่าวินาที ขณะที่ทีมแชมป์ของไทยเราทำเวลาดีที่สุดประมาณ 1 นาที 8 วินาทีในรอบชิงฯ ต้องไม่ลืมว่าทีมนี้คือตัวแทนประเทศจีนที่ผ่านการแข่งขันอย่างดุเดือดในประเทศมากกว่า 4,500 ทีมมาแล้ว และเขาเป็นที่หนึ่ง (ของไทยเราแข่งทั้งประเทศ 204 ทีม)

แล้วจีนแพ้ได้ยังไง? การแข่งหุ่นระดับนี้มุ่งเป้ากันที่การทำ target สุดท้ายให้สำเร็จ คือการประกอบกระทงและวางเทียนซึ่งมีคะแนนสูงมากถึง 300 คะแนน ขนาดที่ว่าทีมไหนมีการขอ retry ก็ไม่ทันกินแล้ว แพ้แน่ๆ เรียกว่าพลาดไม่ได้เลยแม้แต่ช็อตเดียว เหตุนี้ทำให้ทีมตัวเต็งทั้งหลายพุ่งเป้าไปที่การประกอบกระทงและวางเทียน ไม่ได้ใส่ใจการเก็บคะแนนเบี้ยบ้ายรายทาง แต่พอเกิดเหตุหุ่นอัตโนมัติขัดข้อง ก็สิ้นชีพกันไปเลยทีเดียว เหมือนที่จีนสิ้นชีพพ่ายแพ้แก่ลาวซึ่งกระดุบกระดิบทำแต้มได้แค่ 20 คะแนน เข้ารอบมาแบบงงๆ

การสิ้นชีพของหุ่นอัตโนมัติเกิดขึ้นอีกครั้ง ในการแข่งรอบรองชนะเลิศกับทีมเวียดนามที่เป็นตัวเต็งอีกทีมหนึ่งเช่นกัน (เวลาที่เวียดนามทำได้ในรอบก่อนหน้านี้คือ 1 นาที 4 วินาทีซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ดีที่สุดของไทยอีก) แต่การขอ retry ของเวียดนามผิดกติกา เพราะไม่ได้จับหุ่นเก็บแขนเข้าที่ในแท่นสตาร์ทให้เรียบร้อยเสียก่อน หุ่นยังกางแขนกางขาอยู่จะเริ่มสตาร์ทใหม่ไม่ได้ ตรงนี้เข้าใจว่าเด็กๆ คงจะตกใจและลืมเก็บแขนหุ่นยนต์ให้เรียบร้อยก่อนเริ่ม retry ใหม่ แต่ก็นั่นแหละ การแข่งระดับนี้พลาดไปช็อตเดียวก็ไม่ทันกินแล้ว เหตุนี้ทีมไทยจึงชนะเวียดนามทีมเต็งได้

สิ่งที่น่าสนใจใน ABU Robocon คราวนี้คือการรีแมทช์คู่ระหว่างทีมไทยกับทีมญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อสงสัยในการเข้าเก็บคะแนนหุ่นบังคับด้วยคนในพื้นที่ common เพราะทั้งสองทีมเข้าถึงแท่นแบบคู่คี่กันมาก และกรรมการสนามตัดสินว่าทีมไทยเข้าถึงแท่นก่อนจึงมีสิทธิทำคะแนนก่อน ซึ่งทีมญี่ปุ่น (ที่ความจริงแล้วเข้าถึงแท่นก่อน) ก็หยุดและทำตามคำสั่งกรรมการแต่โดยดี แต่เมื่อดูภาพจากกล้อง top view แล้วจึงเห็นว่าญี่ปุ่นเข้าถึงแท่นก่อน ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส คณะกรรมการจึงตัดสินให้แข่งกันใหม่

กรรมการไทยท่านหนึ่งบอกกับน้องๆ ทีมลูกเจ้าแม่ฯ (ที่ต้องแข่งใหม่) ว่า “แพ้ชนะไม่เป็นไร เราเป็นเจ้าภาพต้องใจใหญ่ อย่าให้ใครว่าได้” ต้องชื่นชมสปิริตของน้องๆ ทีมลูกเจ้าแม่ฯ ด้วยที่ยอมออกมาแข่งใหม่ทั้งน้ำตา และหลังจากชนะแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาทีมที่เป็นฝ่ายทั้งเกลี้ยกล่อมและเคี่ยวเข็ญให้เด็กๆ ยอมแข่งใหม่ก็เป็นฝ่ายหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ

ทีมญี่ปุ่นเองก็น่ารักมาก นับแต่ตอนที่ถูกกรรมการสนามสั่งห้าม ก็ยุติการเข้าทำคะแนนทันที ทั้งยังไม่ประท้วงผลการตัดสินแต่อย่างใด เมื่อกรรมการแจ้งให้แข่งใหม่ ก็โค้งคำนับขอบคุณเป็นการใหญ่ แต่หุ่นอัตโนมัติของทีมญี่ปุ่นพลาดที่จุดเดิมอีกคือการประกอบกระทง ทีมไทยจึงชนะอีกครั้งโดยไร้ข้อกังขา

สปิริตของทีมนับเป็นเรื่องสำคัญ ในความหมายของเรานี้หมายรวมถึงศักดิ์ศรีและหน้าตาของประเทศด้วย อย่างที่ทีมไทยและญี่ปุ่นแสดงออกให้เห็นในคราวนี้ ต่างกับอีกทีมหนึ่งซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม แอบให้อาจารย์ที่ปรึกษาของทีมติดบัตร Press (งานนี้ Press ของประเทศต่างๆ ร่วมกันจัดงาน จำได้ไหมคะ) แล้วเที่ยวเดินไปด้อมๆ มองๆ ดูเทคโนโลยีหุ่นของประเทศต่างๆ จนกรรมการไทยจับได้ ขู่ว่าจะตัดสิทธิ์การแข่งขัน ถึงได้เลิก

จะเห็นว่า ปัจจัยในการได้เป็นแชมป์หุ่นยนต์นั้นไม่ได้มีแค่เป็นทีมที่ทำหุ่นยนต์ได้ดีที่สุด จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น ทำหุ่นยนต์ได้ดีกว่าเรานะคะ แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทำให้การทำงานของหุ่นไม่ราบรื่น ซึ่งรวมถึงการควบคุมสติของผู้บังคับหุ่นเองด้วย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับมหาวิทยาลัยทุกรายการก็คือการฝึกฝนและเพิ่มพูนศักยภาพของเด็ก การส่งต่อถ่ายทอดเทคโนโลยีกันรุ่นต่อรุ่น (อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับทีมจีน) การสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ในทางวิชาการเพื่อเกื้อกูลกันต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกันเราได้มองเห็นศักยภาพในการแข่งขัน (และนิสัย) ของแต่ละประเทศด้วย จีนและเวียดนามจะเป็นประเทศที่น่ากลัวหากสามารถแปลงเด็กๆ ที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้กลายไปเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีได้ ซึ่งนั่นเป็นโจทย์ที่ไทยยังไม่สามารถทำสำเร็จ เราได้สร้างบุคลากรศักยภาพสูงแล้วก็ปล่อยให้พวกเขาส่วนหนึ่งไปทำงานกับองค์กรข้ามชาติ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสามารถเติบโตได้

อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐเท่านั้น อันที่จริงพวกเราทุกคนนี่แหละล้วนสามารถมีส่วนช่วยเหลือผลักดันให้ประเทศเป็นแบบที่เราอยากให้เป็น ปัญหามีเพียงแค่ว่าเราจะลงมือทำ หรือจะแค่ดู

Read Full Post »