Feeds:
Posts
Comments

Archive for May, 2009

เมื่อวานได้ยินข่าวน่าตกใจมาว่า อีก 3 ปีข้างหน้า โลกจะพลิกกลับด้าน ขั้วเหนือไปเป็นใต้ ใต้ไปเป็นเหนือ และสนามแม่เหล็กโลกจะหายไปเป็นเวลา 3 ชั่วโมง 50 นาที (โหย.. บอกได้ขนาดนั้น) ผลจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงจะวินาศสันตะโร ดาวเทียมพัง การสื่อสารวุ่นวาย อย่างที่ผู้แจ้งข่าวคิดเท่านั้น แต่ใครที่รู้ว่าสนามแม่เหล็กโลกช่วยปกป้องโลกเอาไว้ได้อย่างไร ย่อมต้องรู้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่าขึ้นมาจริงๆ มนุษยชาติคงจะไม่เหลือหลอ

แต่เราไม่เชื่อ ยังไง้ยังไงก็ไม่เชื่อ ผู้ให้ข่าวเองแม้จะเชื่อเรื่องสนามแม่เหล็กหายไป แต่ก็ไม่เชื่อว่าโลกจะพลิกกลับขั้วกันได้ยังไง เอาโมเมนตัมที่ไหนมากระทำ

พอกลับถึงบ้าน อย่างแรกที่ทำคือเปิดเน็ตเช็คข่าวจากนาซ่าทันที ข่าวต้นฉบับจากนาซ่าที่มีพูดถึงการ “กลับขั้ว” คืออันนี้
http://science.nasa.gov/headlines/y2001/ast15feb_1.htm

จากเนื้อหาในบทความ นาซ่าเล่าถึงการเปลี่ยน “ขั้วแม่เหล็ก” ของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาตามวงรอบที่เรียกว่า วัฏจักรสุริยะ (solar cycle) เรื่องนี้เกี่ยวพันกับ sunspot และ solar wind ซึ่งถ้ามีโอกาสจะเล่าต่อไป การเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์นี้เป็นธรรมชาติ การตรวจพบถือเป็นเรื่องดีเพราะแสดงว่าดวงอาทิตย์ยังมีสภาพปกติ ไม่มีอาการผิดปกติที่นักวิทยาศาสตร์หาคำอธิบายไม่ได้

ข่าวนี้เป็นข่าวเก่าตั้งแต่ปี 2001 แต่ก็เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นใน solar cycle รอบหน้า คือปี 2012 ด้วย ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ในปัจจุบันนี้ “ขั้วเหนือ” ชี้ไปที่แกนด้าน “ใต้” และในวงรอบสุริยะปี 2012 ขั้วเหนือจะหมุนกลับมาที่แกนด้าน “เหนือ”

ถามว่า แล้วขั้วแม่เหล็กโลกล่ะ มีการพลิกด้วยหรือไม่ คำตอบคือ มี แต่ในอัตราที่น้อยกว่ามากๆ ใจความต้นฉบับว่าดังนี้

Earth’s magnetic field also flips, but with less regularity. Consecutive reversals are spaced 5 thousand years to 50 million years apart. The last reversal happened 740,000 years ago. Some researchers think our planet is overdue for another one, but nobody knows exactly when the next reversal might occur.

รอบการเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลก คาดว่าอยู่ระหว่าง 5 พันถึง 50 ล้านปี (ดวงอาทิตย์เปลี่ยนทุก 11 ปี) การเปลี่ยนขั้วครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อ 740,000 ปีที่แล้ว และยังไม่อาจบอกได้ว่าจะเกิดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเห็นว่ามันอาจไม่เกิดอีกแล้วก็ได้

ยังมีอีกข่าวนึงคล้ายๆ กัน เหตุเกิดเมื่อไม่กี่วันมานี้ พอเห็นข่าวเกี่ยวกับ solar cycle ก็เลยนึกขึ้นมาได้ ว่ามันจะเกี่ยวกันหรือเปล่า คือข่าวนี้ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000052971

เนื้อข่าวเกิดจากการแปลมั่วซั่วอย่างที่สุด สังเกตจากตัวเลขจำนวนจุดมืดดวงอาทิตย์ “90” และ “78” และตีข่าวให้เห็นว่าการเกิด solar maximum ครั้งนี้จะรุนแรงกว่าครั้งก่อน

ทั้งๆ ที่ข่าวต้นฉบับ เป็นอย่างนี้ค่ะ
http://science.nasa.gov/headlines/y2009/01apr_deepsolarminimum.htm?list46766

อันนี้เป็นการรายงานผลสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ฉบับล่าสุดในปีนี้ ใจความสำคัญ ต้นฉบับบอกว่า ดวงอาทิตย์อยู่ในสภาวะสงบนิ่งที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาในประวัติศาสตร์ และ solar maximum รอบนี้ (ปี 2012 นั่นแหละ) มีความรุนแรง “น้อยกว่า” ค่าเฉลี่ยเท่าที่เคยมีมา ถ้าอ่านให้ละเอียดจะเห็นว่ามีเลข “90” กับ “78” เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันคนละทิศละทาง เพราะคนแปลข่าวไม่เข้าใจเลยว่าต้นฉบับพูดถึงอะไร

แบบนี้นะเขาเรียกว่า ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด ข่าวจากนาซาเป็นข่าวเบๆ เล่าถึงการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ตามปกติเท่านั้น แต่พวกเอามาใส่สีตีไข่เสียใหญ่โต คนฟังต่อก็เอามาแต่งเติมเข้าไปอีก จับแพะชนแกะกันให้วุ่นวาย

นี่แหละหนาประเทศไทย ถ้าพวกที่ “ไม่รู้” แล้วทำ “ไม่ชี้” นี้ยังพอทำเนา แต่พวกที่ “ไม่รู้” แต่ดัน “ชอบชี้” นี่ละตัวดี

แต่จะว่าไป บางทีโลกนี้ก็อาจจะ “พลิกกลับด้าน” ไปแล้วจริงๆ ก็ได้นะ มันถึงได้กลับตาลปัตรวุ่นวายไปหมดแบบนี้ไง อิอิอิ…

Advertisements

Read Full Post »

วันนี้มีโอกาส (โดยบังเอิญ) เข้าไปที่ศูนย์ราชการกรุงเทพฯ ทำใจไว้บ้างนิดหน่อยแล้วจากการอ่านข่าว และจากการฟังคำบ่นพึมของอาจารย์ ถึงอย่างนั้นตอนที่ไปเห็นจริงๆ ก็ยังอด…ขำ…ไม่ได้ เฮ้อ.. บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกยังไง พูดไม่ออกจนต้องหัวเราะออกมา

เอาตั้งแต่ทางเข้า ถนนหนทางยังเละเทะ ต้นไม้กระจัดกระจาย ถุงดินกองเป็นหย่อมๆ สระน้ำเขียวอื๋อเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำจอกแหน (ได้ข่าวว่าที่นี่ใช้สระน้ำแทน cooling tower… หนาว เอ๊ย ร้อนแทน) ที่ทราบมาอีกอย่างคือ ฉนวนสระน้ำเริ่มฉีกขาดแล้วทั้งที่ยังส่งมอบงานไม่เสร็จเลย

สภาพภายในอาคารก็เหมือนตึกกำลังก่อสร้างทั่วไป แต่มันไม่ปกติเพราะมีหน่วยงานหลายแห่งย้ายเข้ามาอยู่ประจำแล้ว ซึ่งก็คือหน่วยงานที่แต่เดิมต้องไปเช่าอยู่ตามตึกต่างๆ ถึงกำหนดนัดที่ต้องย้ายออกก็ต้องออก ต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ น่าสงสารปนเป็นห่วงกับทั้งสวัสดิภาพและสุขภาพของคนทำงาน แต่พอไปเห็นเวลาที่นั่งทำงานกันระริกระรี้ คุยกันไปกินผลไม้ไป ส่องกระจกซับหน้ากันบ้าง ก็เลยเลิกสงสาร หันมาสงสารเงินภาษีของตัวเองแทน

จุดที่เราบังเอิญเข้าไปมีเอี่ยวก็เพราะอาจารย์เรียกให้ไปดูระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ (BAS) ได้ไปดูห้องควบคุม 2 ห้อง เท่าที่ฟังจากทางวิศวกรผู้ดูแลอาคารทราบว่ามีทั้งหมด 4 ห้อง แต่ระบบยังใช้การไม่ได้เลย ห้องหนึ่งเปิดโปรแกรมให้ดูไม่ได้เพราะยังทำไม่เสร็จ อีกห้องหนึ่งเปิดให้ดูได้ แต่ระบบก็ยังไม่เสร็จเหมือนกัน เปิดมาเจอหน้าจอให้คลิกไปคลิกมาไม่กี่หน้า แต่ไม่มีข้อมูลใดๆ ส่งกลับมา อ้อ.. จะว่าไม่มีเลยก็ไม่ถูก มีบ้าง ประมาณ 30 points ได้มั้ง… :s และยังแสดงผลไม่ถูกต้องอีกด้วย

ควรบันทึกเอาไว้ที่นี้ด้วยว่า ห้องควบคุมตึก BU มีคอมพิวเตอร์ติดตั้งในห้อง 15 เครื่อง ย้ำ.. 15 เครื่อง แต่สามารถควบคุมอุปกรณ์ได้เฉพาะตึก BU ตึกเดียวเท่านั้น (เป็นตึกห้องเครื่องมี 4 ชั้นจ้ะ มันจะมีคอมไปหาพระแสงอะไรตั้ง 15 เครื่อง) ระบบ BAS ที่นี่แยกตึกใครตึกมัน ไม่เชื่อมต่อกันอีกด้วยนะ (ใครออกแบบฟระ… อันนี้เป็นคำบ่นพึมไปอย่างนั้นเอง บริษัทผู้ออกแบบนี่เพื่อนตรูก็ทำงานอยู่ ยังกะปาฏิหาริย์ กลับมาบ้านเพื่อนคนนี้เมล์มาหาพอดี บอกว่าโทรหาเราไม่ติดช่วยโทรกลับหน่อย เธอมีตาทิพย์หรือไงเนี่ย)

ที่ amazing คือการที่ระบบ BAS ไม่เชื่อมต่อกันนี่แหละ สำหรับพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ ถ้าจะต้องเดินไปทีละตึกๆ เพื่อควบคุมตรวจสอบการทำงานของเครื่องจักรละก็ จะมีระบบ BAS ไปเพื่ออะไรเอ่ย ใช้แค่อุปกรณ์ตั้งเวลาก็พอมั้ง งบต่างกันตั้งหลายเท่าตัว แต่ยังมีเรื่อง amazing กว่าคือเมื่อมี comment เข้าไปว่าทำไมระบบ BAS ไม่เชื่อมต่อกัน ก็เลยมีการพยายามวิ่งเต้นของบเพิ่มเติมเพื่อจัดการให้มันเชื่อมต่อกัน (ทั้งที่มันควรจะต่อกันอยู่แล้ว!) amazing ดีไหมละคะท่านผู้ชม

ย้อนไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราเป็น project manager มีหน้าที่ commissioning ระบบ BAS ให้กับโครงการธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน เนื่องจากผู้รับเหมาหมดตังค์จากวิกฤตเศรษฐกิจ ล้มละลายทำต่อไม่ได้ ทีมงานเราได้รับแต่งตั้งเป็นโครงการเฉพาะจากทางแบงก์ (เวลานั้น ดร.โอฬาร ไชยประวัติ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่) ใช้งบประมาณ 25 ล้าน ทีมงานประมาณ 50 คน และใช้เวลารวม 1 ปีในการทำงานต่อทั้งเขียนโปรแกรม ทดสอบ hardware และ commissioning ในภาพรวม โครงการ ธ.ไทยพาณิชย์นี้มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 3 แสนตารางเมตร point BAS รวมประมาณ 5,000 points ในขณะที่ศูนย์ราชการมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 9 แสนตารางเมตร มี cogen ของตัวเอง และ absorption chiller นับว่าเป็นระบบที่ใหญ่และทันสมัยมากๆ

แต่จากข้อมูลที่ได้รับ นึกภาพไม่ออกเลยว่า โครงการนี้จะสำเร็จได้ยังไง ระบบ BAS ที่นี่คงถูกทิ้งให้ตายซากเป็นอนุสรณ์สถาน การควบคุมอุปกรณ์อาจต้องเปลี่ยนไปเป็น 2-wire หรือไม่ก็ตั้งเวลา (monitor ได้ก็เก่งแล้ว งานเนี้ย) นึกแล้วสยอง

ที่จริงมีเรื่องไสยศาสตร์อีก (ตามคำของอาจารย์) ก็เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เข้าใครออกใคร เข้าใครไม่ออกใคร อาจารย์เล่าให้ฟังด้วยความเจ็บใจพร้อมทั้งสาปแช่งไปด้วยกับไอ้พวกโกงกินขอให้มันฉิบหายไม่ตายดี แต่ไม่เล่าออนไลน์ดีกว่า เดี๋ยวมีหลักฐาน ว่าแต่ว่า หลังจากกลับออกมา ทีมงานก็กลุ้มใจไปตามๆ กัน ว่าตรูจะไปช่วยงานนี้ดีไหมหว่า แสงสว่างปลายอุโมงค์ช่างริบหรี่เหลือเกิน เฮ้อ…

Read Full Post »