Feeds:
Posts
Comments

พัก…

เพื่อนรัก…
เธออยากจะพักหรือเปล่า
ที่นี่มีร่มเงา
แนบเนาว์ไออุ่นกรุ่นกาย

ที่นี่มีสายลม
พราวพรมความเหนื่อยจางหาย
มีเสียงนกร้องผ่อนคลาย
คล้ายคล้ายอยู่ในปรายฟ้า

ที่นี่เธอมีฉัน
มีความรักมั่น…มีความห่วงหา
มีคำปลอบโยน…มีคำสัญญา
และสายตาบอกว่า ฉันเข้าใจ

เพื่อนรัก…
พักแล้วนะ…ดีขึ้นบ้างไหม
เมื่อพร้อมแล้ว…จะก้าวเดินต่อไป
โปรดจำไว้…ฉันยังอยู่เคียงคู่เธอ

ธิดา ธัญญประเสริฐกุล, 2534

Advertisements

วันที่ 29 กรกฏาคม 2553 ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “ตำนานแห่งซิลมาริล” มีการเสวนาบนเวที ว่าด้วยเรื่องปกรณัมมิดเดิลเอิร์ธ ของ เจ.อาร์.อาร์. โทลคีนค่ะ

คุณเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ ผู้เขียน “The Big Secret เคล็ดลับแห่งชัยชนะ” เป็นพิธีกร และคุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Blognone เป็นตัวแทนนักอ่าน ร่วมเสวนาค่ะ

อานิสงส์จากการแปลหนังสือ Mandela’s Way ทำให้เรามีโอกาสได้ไปศึกษาเรื่องราวของเนลสัน แมนเดลา รวมถึงสภาวะแวดล้อม เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาในยุคสมัยตั้งแต่แมนเดลายังไม่เกิด จนกระทั่งเกิดมา จนถึงช่วงการต่อสู้ของแมนเดลา และการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากความประทับใจก็กลายเป็นความนิยมยกย่องและเคารพนับถือ ได้จัดการแปลและหาข้อมูลเพิ่มเติมในบทความ เนลสัน มันเดลา บนวิกิพีเดียภาษาไทย ได้เป็นบทความคัดสรรไปเรียบร้อย

เมื่อได้ยินข่าวเรื่องการสร้างภาพยนตร์ Invictus ก็ตื่นเต้นอยากดู แต่เหมือนว่าจะไม่ได้เข้าฉายในเมืองไทย หรือมิฉะนั้นก็จำกัดโรงมากและประชาสัมพันธ์น้อยมากจนเราไม่รู้เรื่องเลย จนไปหาโหลดมาดู แต่ก็ไม่มี sub thai อีก เราก็เลยจัดการแปลซับเองซะเลย แหะๆ

Invictus เป็นเรื่องราวตอนที่แมนเดลาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วค่ะ ยุคนั้นประเทศอื่นรอบๆ แอฟริกาใต้ได้รับเอกราชไปก่อนแอฟริกาใต้แล้ว และเกิดจลาจลกลียุค ฆาตกรรมหมู่อุตลุดกันไปหมด ผู้นำผิวดำหลายคนยึดอำนาจเป็นเผด็จการ โดนแย่งชิงอำนาจและถูกฆ่าตายในตำแหน่งก็มี ลองหา “สงครามผิว” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาอ่านประกอบให้เห็นภาพในยุคนั้นมากยิ่งขึ้น

ต้องเล่าย้อนนิดนึงว่า ชนผิวขาวในแอฟริกาใต้นั้น แต่เดิมมาเป็นชาวยุโรปที่อพยพมาบุกเบิกอาณานิคมใหม่ ทั้งคนอังกฤษ ดัตช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ซึ่งเข้ามาตั้งอาณานิคมตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 (ปี 1800 กว่า) ชาวยุโรปที่มาตั้งรกรากในแอฟริกาใต้นี้เรียกตัวเองว่าพวกบัวร์ (Boer) ต่อมาภายหลังจึงเรียกตัวเองว่าชาวอัฟริคานส์ (Afrikaans) มีภาษาเป็นของตัวเองเรียกว่าภาษาอัฟริคานส์ ซึ่งกลายเป็นภาษาราชการของแอฟริกาใต้ (ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ)

ชนเหล่านี้อยู่แอฟริกาใต้นานหลายชั่วอายุคนจนไม่คิดว่าตัวเองเป็นชาวยุโรปอีกแล้ว แม้จะมีจำนวนไม่มาก เพียงประมาณไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งหมด แต่ก็เป็นคนควบคุมและบริหารประเทศตั้งแต่ยุคอาณานิคม แม้เมื่อทางยุโรปปลดปล่อยให้เป็นเอกราชแล้ว ชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ก็ยังครองอำนาจอย่างเหนียวแน่น และกดขี่เหยียดผิวชนพื้นเมืองอย่างรุนแรงกว่าที่อื่นๆ จนมีชื่อเรียกการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้เป็นการเฉพาะว่า อาพาร์ไทด์ (Apartheid)

มีขบวนการต่อสู้เพื่อปลดแอกชนผิวดำเป็นขบวนการนานาชาติ ซึ่งแน่นอนก็มีการตอบโต้กวาดล้างจากฝ่ายรัฐบาลผิวขาวด้วย แม้ตัวแมนเดลาเองก็ถูกรัฐบาลผิวขาวจับตัวขังคุกชนิดว่าขังลืมตลอดชีวิต ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด ชีวิตครอบครัวของแมนเดลาต้องเรียกว่าย่อยยับ ทั้งภรรยาและลูกสาวก็ถูกคุกคามข่มขู่ เขาถูกขังอยู่เป็นเวลาถึง 27 ปีเต็มกว่าที่รัฐบาลผิวขาวจะเปลี่ยนนโยบายเป็นการประนีประนอม ทั้งจากการกดดันของนานาชาติ และการต่อสู้อย่างรุนแรงภายในประเทศ

ดังนั้น หลังจากการเหยียดผิวในทวีปแอฟริกายุติลง (และเกิดจลาจลฆ่าล้างแค้นกันมั่วไปหมด) แมนเดลาไม่ต้องการให้แอฟริกาใต้ตกไปสู่สงครามกลางเมืองเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ ขั้วการเมืองอื่นนอกเหนือจากแมนเดลาเช่นในพรรคเอเอ็นซีเอง (ปีกที่สนับสนุนคริส ฮานี) หรือพรรคซูลู ล้วนแต่เป็นพวกหัวรุนแรง ต้องการแก้แค้นคนผิวขาวที่กดขี่ข่มเหงชนผิวดำมานาน มีการจลาจลตะลุมบอนกันซึ่งในภาพยนตร์ตอนต้นเรื่องได้แสดงให้เห็นภาพบ้างนิดหน่อย

ภายใต้ความกดดันเคียดแค้นถึงขนาดนี้ แต่ผู้ชายคนนี้กลับพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนหันมาจับมือกัน ปรองดองกัน ต้องพยายามต่อสู้ทั้งแนวคิดทางการเมืองภายในพรรค และถูกครอบครัวเคียดแค้นเสียเองฐานไปเข้าข้างคนผิวขาว

แมนเดลาพยายามเข้าอกเข้าใจทุกๆ ฝ่าย ท่านอธิบายกับฝ่ายหัวรุนแรงที่ต้องการไล่ชนผิวขาวออกไปให้พ้น โดยกล่าวว่า “พวกเขาไม่มีแผ่นดินบ้านเกิดอื่นใดอีกนอกจากที่นี่” ท่านบอกว่า พวกเขาเป็นพลเมืองของแผ่นดินนี้ และเราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้

ตอนที่อ่านหนังสือมาถึงประโยคนี้ ในหัวนึกแว้บไปถึงพวกที่ทะเลาะกันเรื่องปัญหาบ้านเมือง แล้วชอบไล่ฝ่ายตรงข้ามว่า “ย้ายไปประเทศอื่นไป๊”

ค่ะ ทางโน้นเขาคนละเชื้อชาติกันเลยนะคะ เขายังพยายามอยู่ร่วมกัน แต่ของเราเนี่ย เชื้อชาติเดียวกันญาติกันแท้ๆ…

เอ้ากลับมาเข้าเรื่องค่ะ … เนื้อหาหลักในภาพยนตร์คือความพยายามของแมนเดลาในการสร้างความปรองดองและสันติภาพขึ้นระหว่างคนดำกับคนขาวในประเทศ โดยเขาเลือกเอากีฬารักบี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นกีฬาของคนขาว มาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสามัคคีของคนในชาติ

มีแง่มุมที่น่าสนใจ ที่สะกิดใจตัวเราเองจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ คือเรื่องของการผสานชนชาติ

ในภาพยนตร์มีบางฉากที่แสดงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติโดยผ่านทางภาษา เช่นเวลาที่แมนเดลาพูดกับบอดี้การ์ดคนดำ หรือคนดำคุยกันบางฉาก จะพูดภาษาท้องถิ่นของแอฟริกาใต้ (คอห์ซา) ส่วนเวลาที่คนขาวคุยกัน เช่นตอนที่กัปตันพีนาร์คุยกับแม่บ้านผิวขาวของท่านประธานาธิบดี เขาจะคุยกันด้วยภาษาอัฟริคานส์ ส่วนเวลาคุยระหว่างกันให้รู้เรื่อง จะใช้ภาษาอังกฤษ

แต่ถึงแม้จะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและภาษาอย่างไร ทั้งชาวอัฟริคานส์และแอฟริกันก็ยังหาทางอยู่ร่วมกัน ผสานวัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้ มีฉากการผสานวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกฉากหนึ่ง ในตอนแข่งรักบี้กับทีมออลแบล็กผู้โด่งดังแห่งนิวซีแลนด์ จะมีการเต้นรำพื้นเมือง ซึ่งเป็นประเพณีการเต้นรำปลุกใจก่อนออกศึกของชนเผ่าเมารี อันเป็นชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ จะเห็นว่า ชนผิวขาวที่อพยพไปตั้งอาณานิคมในนิวซีแลนด์ ก็ผสานตัวเองกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมพื้นเมืองของดินแดนนั้น อาจสังเกตได้ว่าวัฒนธรรมนิวซีแลนด์จะมีวัฒนธรรมเมารีเป็นพื้นฐาน ถ้าเคยไปนิวซีแลนด์ก็จะเห็นป้ายทั้งภาษาอังกฤษและเมารี การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เน้นที่ชนเผ่าเมารีเป็นหลัก

ภาพทีมสปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้ ยืนประจันหน้ากับทีมออลแบล็กของนิวซีแลนด์ เป็นภาพที่ประทับใจเรามากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะนักกีฬาในทีมเกือบทั้งหมดเป็นชนผิวขาว แต่พวกเขากำลังต่อสู้ให้กับประเทศบ้านเกิด โดยมีชาวคอห์ซา/ซูลู และชาวเมารีเป็นทั้งแบ็กกราวน์และแบ็กอัพอยู่ข้างหลังของแต่ละทีม

น่าคิดไหมคะว่า แล้วเมืองไทยเราที่มีหลากหลายชนชาติ (ที่ยังไม่ต่างกันสุดขั้วแบบเขาสักกะหน่อย) อยู่ร่วมกันบนแหลมทองนี้มานานนับหลายร้อยปีแล้วเนี่ย เราจะผสานเข้าด้วยกัน และสามัคคีปรองดอง ตั้งใจสร้างประเทศร่วมกันได้หรือไม่

ก่อนจบขอย้อนไปที่ชื่อภาพยนตร์ Invictus เป็นชื่อบทกวีของ William Ernest Henley มีความหมายว่า “unconquered” ในเรื่องแมนเดลามอบบทกวีนี้ให้แก่กัปตันพีนาร์ให้เป็นแรงบันดาลใจในการเอาชนะโชคชะตา และสร้างเส้นทางชะตาชีวิตของตัวเองขึ้นมาเอง มิให้หวาดกลัวกับความพ่ายแพ้ (เพราะออลแบล็กเป็นทีมรักบี้แชมป์โลกหลายสมัย ขณะที่สปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้นั้นไม่อยู่ในสายตานักวิจารณ์เลยด้วยซ้ำ)

บทกวีเต็มๆ อ่านได้ตามลิงก์นี้นะคะ ส่วนบทความนี้ขอปิดด้วยบทกวี 4 บรรทัดที่เป็นบทปิดเรื่องของภาพยนตร์เช่นกัน ดังนี้

I thank whatever gods may be
For my unconquerable soul.
I am the master of my fate:
I am the captain of my soul.

เมื่อตอนยังเด็ก วันสงกรานต์ทุกปีแม่จะพาไปค้างบ้านคุณยายที่ฝั่งธนบุรีตั้งแต่คืนก่อนวันสงกรานต์ ลุงป้าน้าอาที่แยกครอบครัวกันไป ก็จะมารวมตัวที่บ้านคุณยาย เตรียมกับข้าวและของถวายพระ จัดเป็นหม้อๆ ลูกพี่ลูกน้องเด็กเล็กๆ ก็ได้มาเจอหน้ากัน เล่นเกมกันจนดึกดื่นด้วยความคิดถึง

เช้าวันสงกรานต์ ทุกคนแต่งตัวสวยเช้ง ช่วยกันหิ้วหม้อข้าว หม้อแกง พากันไปวัด ที่วัดจะมีจานชามเตรียมเอาไว้มากมาย แต่ที่เราเตรียมกันไปเองก็มี เมื่อขึ้นไปบนศาลาก็จะจับจองที่นั่งเป็นกลุ่มๆ ตั้งวงหม้อข้าวหม้อแกงจัดสำรับกับข้าวสำหรับถวายพระ ทักทายเพื่อนบ้านกันสนุก ฟังเทศน์กันเสียก่อน แต่เด็กๆ นั่งฟังประเดี๋ยวเดียวก็อยู่ไม่สุข ก็พากันลงไปวิ่งเล่นไล่กันในลานวัดข้างล่าง

ถึงเวลาไปถวายกับข้าวเพล มักจะให้ลูกหลานเด็กผู้ชายเป็นคนยกไป เพราะพระท่านจะได้รับถวายง่ายๆ ไม่ต้องปูผ้าให้วุ่นวาย ถวายภัตตาหารแล้ว ก็ถึงคราวญาติโยมรับประทานบ้าง แต่ละวงจะตักแบ่งกับข้าวที่ตัวเองทำ เอาไปให้กับเพื่อนบ้านวงโน้นวงนี้ บางบ้านทำแกง บางบ้านทำของหวาน แล้วแต่จะถนัด

ถ้าพระฉันเสร็จแล้ว ผู้ใหญ่จะให้เด็กไปลากับข้าวที่เหลือลงมา โดยเฉพาะข้าวสวย จะเอาให้เด็กทะโมนกิน ว่ากันว่าจะได้ไม่ดื้อไม่ซน

เสร็จแล้วจึงยกของกลับบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเล่นน้ำ ช่วงบ่ายกลับมาที่วัดอีกครั้ง พระสงฆ์ท่านจะนั่งเรียงรายบนเก้าอี้ที่เตรียมเอาไว้ ชาวบ้านจะถือขันน้ำหอมน้ำปรุง ลอยดอกมะลิหอมชื่นใจ พากันไปรดน้ำดำหัว ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนก็จะมานั่งให้ลูกหลานรดน้ำดำหัวเหมือนกัน น้ำหอมที่รดลงมือท่าน ท่านจะเอามาลูบตัวพวกเรากลับพร้อมกับให้ศีลให้พร หอมกรุ่นกันไปทั้งบาง

เสร็จจากพิธีรดน้ำดำหัว เมื่อพระท่านกลับขึ้นไปกันแล้ว คราวนี้ก็เป็นเวลาของหนุ่มสาวและเด็กๆ ที่จะเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน สถานที่เล่นก็คือลานวัดข้างศาลานั่นเอง น้าๆ ที่ยังหนุ่มๆ ก็มาคุมแก๊งหลานเล็กๆ นำทีมยิงปืนฉีดน้ำกับแก๊งเพื่อนของน้า ส่วนคุณลุงคุณป้าคุณตาคุณยายจะกลับบ้านไปก่อน

ชาวบ้านใกล้วัดจะเตรียมแท้งก์น้ำเอาไว้ให้ทีละหลายๆ แกลลอน อย่างเช่นที่บ้านน้าเขยก็เตรียมแท้งก์ตั้งไว้หน้าบ้านเหมือนกัน ให้ทุกคนที่เล่นน้ำมาเอาไปใช้ได้

เวลาประแป้ง ส่วนมากพวกพี่ๆ ผู้ชายรุ่นหนุ่มมักไปขอประแป้งสาว เขาจะขออนุญาตกันก่อน แล้วทาแป้งที่แก้มเบาๆ หัวเราะขำกันด้วยความเขินอาย เด็กๆ ก็โดนบ้างเหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะเบา จะโดนประมาณแกล้งยีหัวกันมากกว่า

เล่นกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เหนื่อยได้ที่ นิ้วมือซีดขาวกันไปหมด น้าก็จะพากลับบ้าน ไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เป็นชุดสวยอีก เพราะตอนเย็นจะมีงานวัด

หนุ่มๆ สาวๆ จะไปขนทรายจากริมแม่น้ำมาที่ลานวัด สร้างเจดีย์ทรายประกวดกัน ตกแต่งริ้วธงกันอย่างอลังการ ผสมความคิดสร้างสรรค์ มีเวทีลิเก ประกวดร้องเพลง ประกวดนางสงกรานต์ คนขายลูกโป่งและสายไหมเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสุขของเด็กๆ

แล้วเด็กๆ ก็กลับไปหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย

สงกรานต์ในปัจจุบัน เห็นแล้วรันทดใจ อย่างเช่นการตั้งถังริมถนน คอยสาดน้ำให้รถที่วิ่งผ่านไปมา ซึ่งเขาเป็นใครก็ไม่รู้ ไปเล่นสงกรานต์กันตามแหล่งท่องเที่ยว เหมือนไประบายอารมณ์ สาดน้ำยิงน้ำหรือสาดแป้งดินสอพองใส่กัน ทั้งที่ไม่รู้จักกันเลย

คิดถึงประเพณีสงกรานต์อย่างสมัยก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะหวนกลับมาได้อีกหรือไม่

หลังจากลุ้นมานานหลายปี ในที่สุด “ตำนานแห่งซิลมาริล” ภาคภาษาไทย ก็คลอดออกมาแล้วจ้า (^^)//

เผอิญไม่มีภาพคำโปรยปกหลัง แต่ด้วยความสัตย์จริง บรรณาธิการในซีรี่ส์งานของโทลคีน คือคุณอริยา ไพฑูรย์ นับว่าเข้าใจงานเขียนของโทลคีนจริงๆ และจับเอาข้อใหญ่ใจความที่เป็นหัวใจของเรื่อง มาใส่เป็นคำโปรยได้อย่างน่าตื่นเต้น ตั้งแต่คราวคำโปรยปกหลังของ “ตำนานบุตรแห่งฮูริน” ที่จับเอาคำสาปของมอร์ก็อธมาขึ้นเป็นคำโปรย เรียกได้ว่าจับเข้าที่หัวใจจริงๆ

แต่น่าเสียดายไปนิดนึง ที่ “ตำนานแห่งซิลมาริล” เล่มนี้ มีภาพแผนที่เบเลริอันด์บรรจุไว้เพียงแค่ในบทที่ 14 เท่านั้น ภาพแผนที่แผ่นใหญ่ไม่ได้นำใส่เอาไว้ด้วย ไม่เหมือนเล่ม LOTR เพราะว่าจะทำให้ต้นทุนแพงมากและราคาหนังสือจะสูงขึ้นไปอีก ทางสำนักพิมพ์จึงตัดสินใจนำออกค่ะ

เจ.อาร์.อาร์. โทลคีน รักงานเขียน Silmarillion นี้ที่สุด ท่านเฝ้าเขียนและขัดเกลาตำนานเรื่องนี้ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต ผู้แปลก็รักหนังสือเล่มนี้มาก และรู้ว่ามีคนจำนวนมากทั่วโลกที่ทั้งรักและบูชาหนังสือเล่มนี้ (บูชา! บูชา!) ถ้าอ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ก็มาเล่าให้กันฟังบ้างนะคะ

คนในรุ่น generation X คงไม่มีใครไม่รู้จักแท่งดาวซิ่ง (dowsing rod) ที่โนบิตะและไจแอนท์นำมาใช้ค้นหาของมีค่าที่ซุกซ่อนอยู่ในสนามหญ้าในการ์ตูนชื่อดัง “โดราเอมอน” แท่งดาวซิ่งนี้สืบต้นกำเนิดย้อนไปได้ถึงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในประเทศเยอรมัน มีคนที่อ้างตัวเป็นผู้วิเศษ ผู้พยากรณ์ หรือเรียกตามศัพท์เฉพาะของเขาว่า “ดาวเซอร์” (dowser) คนเหล่านี้อ้างว่ามีความสามารถในการค้นหาแหล่งน้ำใต้ดิน หรือทรัพย์สมบัติมีค่าที่ฝังอยู่ใต้ดิน รวมถึงสายแร่ต่างๆ โดยอาศัยพลังพิเศษของตนทำงานร่วมกับแท่งดาวซิ่ง สมัยก่อนแท่งดาวซิ่งจะเป็นกิ่งไม้ที่แตกแขนงเป็นรูปร่างเหมือนตัว Y ผู้พยากรณ์ถือกิ่งไม้นี้ในแนวราบเดินไปสำรวจดินแดน หากพบของมีค่าใต้ดินตามที่ค้นหา กิ่งไม้จะเคลื่อนขึ้นสูงเป็นสัญญาณ

ต่อมาแท่งดาวซิ่งมีวิวัฒนาการมาเป็นแท่งเหล็กรูปตัว L จำนวน 2 ก้าน ถือด้วยมือซ้ายและขวา ก็คือแบบเดียวกับที่เราเห็นในการ์ตูนโดราเอมอนนั่นเอง เทคนิคของผู้พยากรณ์ก็มีมากขึ้น มีการอธิบายถึงการเคลื่อนที่ของแท่งดาวซิ่งทั้ง 2 ก้านนี้ว่า หากหันออกจากกัน หรือหันเข้าหากัน จะตีความหมายอย่างไร การอธิบายความหมายการเคลื่อนที่ของแท่งดาวซิ่งนี้ถือเป็นความสามารถพิเศษ ประมาณว่า ผู้พยากรณ์เป็นผู้มีพลังจิตอันสูงส่ง หรือมิฉะนั้นก็สามารถเชื่อมต่อกับวิญญาณธรรมชาติได้ คนใช้งานแท่งดาวซิ่งได้จึงไม่ใช่คนทั่วไป ต้องเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น และคนเหล่านี้ก็ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากผู้ที่มีความศรัทธาเชื่อถือ

นักวิทยาศาสตร์เคยพยายามค้นหาเหตุผลมาอธิบายหลักการทำงานของดาวซิ่งว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถหาได้ และเมื่อนำมาทำการทดสอบวัดผลอย่างจริงจัง เก็บค่าสถิติการทำงานตามหลักเกณฑ์วิชาการแล้ว ก็พบว่า การทำนายของแท่งดาวซิ่งได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการเดาสุ่ม บางคนเข้าใจว่าได้ผลลัพธ์เท่ากับการโยนหัวก้อย ขอบอกว่า “ไม่ใช่” เพราะการโยนหัวก้อยยังได้ผลประมาณ 50-50 แต่การเดาสุ่มได้ผลลัพธ์ที่ต่ำกว่านั้น หากต้องการอ้างอิงขอให้ดูผลการทดสอบของ Sandia National Lab ที่ได้ผลการทำงานของอุปกรณ์ลักษณะคล้ายดาวซิ่ง ใช้ชื่อทางการค้าว่า “MOLE” ได้ผลลัพธ์ถูกต้องประมาณ 33% ซึ่งทางห้องทดลองสรุปผลว่า “ไม่ได้ดีไปกว่าการเดาสุ่มเลย”

ว่าไปแล้ว มันก็เหมือนกับการเล่นผีถ้วยแก้ว หรือการทำนายทางโหราศาสตร์ ดาวซิ่งถูกจัดประเภทว่าเป็น “เรื่องเหนือธรรมชาติ” ซึ่งวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับดาวซิ่งจึงเป็นด้วยความเชื่อ ความศรัทธา เท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ความเชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดาวซิ่งยุคใหม่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเสียยิ่งกว่าที่ดาวเซอร์คนไหนๆ เคยทำมา เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการด้านตำรวจ ทหาร และความมั่นคงของชาติ คราวนี้แทนที่จะตรวจหาแหล่งน้ำ สายแร่ หลุมฝังศพ ดาวซิ่งยุคใหม่สามารถค้นหาวัตถุระเบิด สารเสพติด หรือศพ ทว่าหลักการค้นหายังคงเหมือนเดิม คือ ใช้แท่งดาวซิ่งที่เป็นก้านยาวๆ มีการเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ทำงานร่วมกับพลังความสามารถหรือพลังจิตของผู้พยากรณ์ ที่แปรสภาพมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนหลักสูตรขั้นสูง

ดาวซิ่งยุคใหม่มีชื่อทางการค้ามากมาย สร้างขึ้นโดยบริษัทต่างๆ กัน เช่น MOLE และ GT200 ของ Global Technical, ADE หลากหลายหมายเลขของ ATSC, PSD22 ของ ISCC, Alpha 6 ของ Comstrac และอื่นๆ อีกมากมายเช่น Quodro Tracker, SNIFFEX, H3Tec, HEDD1 แม้จะมีชื่อที่แตกต่างกัน แต่หลักการทำงานจะคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น

หน่วยงานของรัฐบาลประเทศโลกตะวันตกเอง (เช่นสหรัฐอเมริกา) ยังเคยหลงเชื่อและซื้อเอาดาวซิ่งแปลงโฉมเหล่านี้ไปใช้งาน แต่ต่อมาก็มีการตั้งข้อสงสัยและตรวจสอบประสิทธิภาพอย่างจริงจัง ดังตัวอย่างหนึ่งที่ยกไปข้างต้นแล้วคือการทดสอบของ Sandia Lab จนกระทั่ง FBI ต้องออกประกาศเตือนหน่วยงานต่างๆ อย่าได้หลงเชื่อและจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจจับระเบิดเทียมเหล่านี้ ประกาศครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 และประกาศซ้ำปี ค.ศ. 1999 มีการระบุถึงลักษณะของอุปกรณ์หลอกลวงเหล่านี้ในภาพรวม ดังนี้


“… เป็น “เทคโนโลยีใหม่” ที่คล้ายดาวซิ่ง แต่จะอ้างถึงการแยกแยะความถี่โมเลกุลหรือการเหนี่ยวนำสนามพลังงาน มักอ้างว่าสามารถตรวจจับวัตถุขนาดเล็กๆ ได้ในระยะทางไกลมากๆ และส่วนมากไม่มีแหล่งพลังงาน ให้สงสัยไว้ก่อนหากพบเครื่องมือที่ใช้แท่งเหล็กเคลื่อนที่อิสระที่ถือในแนวระนาบ สามารถระบุตำแหน่งของที่ค้นหาด้วยการชี้ ให้ระวังเครื่องมือลักษณะคล้ายลูกตุ้มที่แกว่งไปมาเพื่อแสดงการตอบสนองต่อสิ่งที่ค้นหา ให้ระวังการโฆษณาที่มักกล่าวอ้างถึงพยานบุคคลผู้เคยใช้งานแล้วและ “พึงพอใจ” แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ให้ระวังอุปกรณ์ที่ต้องถือโดยคนและมีรูปร่างเหมือนแท่งดาวซิ่ง ให้ระวังอุปกรณ์ที่บอกว่าต้องมีการฝึกอบรมพิเศษ ใช้งานยาก ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ได้ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ผู้ผลิตกล่าวโทษทางผู้ใช้งานเองในกรณีที่ใช้งานไม่ได้จริง…”

มันฟังคุ้นๆ ไหมคะ … มันคล้ายอะไรบางอย่างที่หน่วยงานรัฐบาลของไทยเอามาใช้กันอยู่หรือเปล่า

เป็นเวลานับสิบปีมาแล้วที่ประเทศโลกตะวันตกรู้เท่าทันดาวซิ่งยุคใหม่ ทำให้ดาวเซอร์ยุคใหม่ต้องหันไปหาลูกค้าในกลุ่มประเทศที่ยังไม่รู้เท่าทัน ที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่ไม่นานนี้ก็ประเทศอิรักนั่นเอง หลังจากซื้อ ADE651 ของ ATSC ไปใช้จำนวนมาก แต่ผลการใช้งานไม่ประสบความสำเร็จ กรุงแบกแดดยังโดนกระหน่ำระเบิดอย่างป้องกันอะไรไม่ได้ ทำให้ทหารและพลเรือนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงทหารอังกฤษที่ส่งเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ทางการอังกฤษเข้าตรวจสอบและสั่งห้าม ATSC ส่งออกอุปกรณ์เหล่านี้อีก ไม่นานต่อมาก็มีการจับกุมนายจิม แมคคอร์มิค กรรมการบริษัท ATSC ในข้อหาหลอกลวงและฉ้อโกง

สำหรับประเทศไทย มีความพยายามเล็กๆ เกิดขึ้นในวงวิชาการ เริ่มต้นจากชุมชนวิทยาศาสตร์หว้ากอ พันทิปดอตคอม เพื่อกระตุ้นเตือนผู้เกี่ยวข้องให้ออกมาระงับการใช้งานเครื่องมือหลอกลวงเหล่านี้ เพราะเป็นการเอาชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ไปแขวนเอาไว้กับอุปกรณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ “ไม่ต่างอะไรจากการเดาสุ่ม”

ทว่า น่าสะท้อนใจยิ่งนักกับการตอบสนองจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่พากันออกมารับรองอย่างแข็งแรงถึงประสิทธิภาพการทำงานของดาวซิ่งยุคใหม่เหล่านี้ ว่าสามารถใช้งานได้จริง ที่อังกฤษจับไปน่ะมันเป็นคนละรุ่นกัน (แม้มันจะหน้าตาเหมือนกันและมีหลักการทำงานเหมือนกันก็เถอะ!) เท่าที่อ่านพบและขอบันทึกไว้ที่นี้ ได้แก่ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 แต่ที่สะเทือนใจผู้เขียนมากที่สุดคือคำตอบจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้คำตอบในทำนองว่า “เครื่องมือใช้งานได้ แม้จะมีความผิดพลาดบ้างเนื่องจากใช้ไฟฟ้าสถิตย์จากตัวคน รุ่นต่อไปจะจัดซื้อมาแบบที่มีแบตเตอรี่”

นี่เป็นสิ่งสะท้อนถึงระดับการศึกษาของไทยอย่างแท้จริง ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องราวหลายเรื่องที่แสดงความวิตกกังวลกับโครงสร้างการศึกษาของประเทศไทย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่จะหดหู่และสะเทือนใจเท่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ดิฉันไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้วว่าทำไมระบบการศึกษาของไทยถึงได้แย่ลงทุกวัน ทำไมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อถึงได้ช่างคิดค้นวิธีการแปลกๆ เพื่อกีดกันคนเก่งคณิตศาสตร์ไม่ให้มีโอกาสเรียนต่อวิศวะ ทำไมถึงแก้ปัญหาการเรียนแบบนกแก้วนกขุนทองไม่ได้ ทำไมขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเท่าไรๆ ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับความสามารถในการเรียนรู้และพึ่งพาตนเองของประเทศได้เลย

หลักการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เราร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ (เด็กๆ! ไม่ใช่ระดับมหาวิทยาลัย) คือการสงสัยใคร่รู้ และการสร้างการทดลองเพื่อหาข้อสรุปในสิ่งที่เราสงสัยนั้น เรากำหนดหัวข้อการทดลอง ขอบเขตการทดลอง สมมุติฐาน วิธีการทดลอง วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วทำการสรุปผล วิทยาศาสตร์สอนให้เรารู้จักการลำดับเหตุและผล รู้จักการใช้ตรรกะ รู้จักการพิสูจน์ นี่ไม่ต่างอะไรกับหลักกาลามสูตรในพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เคยสอนเรื่องการเชื่องมงายในสิ่งที่อธิบายไม่ได้

ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น เช่นการไม่ต้องการเสียหน้า การต้องการปิดข่าว หรือแม้แต่การบิดเบือนเนื่องจากต้องการปิดบังการคอรัปชั่น ดิฉันยังจะดีใจเสียกว่าที่จะคิดว่าบุคลากรผู้มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศมีความเชื่อในสิ่งที่ตนพูดออกมาจริงๆ

แม้แต่หน่วยงานระดับแนวหน้าของโลกอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งหนึ่งยังเคยหลงเชื่อคารมของบริษัทต้มตุ๋นหลอกลวงเหล่านี้ นับประสาอะไรกองทัพไทยจะโดนหลอกบ้างไม่ได้ สิ่งที่สำคัญในเวลานี้คือการยอมรับความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และหาทางแก้ไขเสีย คนเราเกิดมาโง่ก่อนฉลาดทั้งนั้น แต่โง่แล้วอย่าโง่อีก อย่าโง่ซ้ำซาก และอย่าแกล้งโง่

ค่าโง่คราวนี้ไม่แน่ว่าจะจบลงเหมือนค่าโง่คราวอื่นๆ หลังจากโง่เรื่องหนึ่งจบแล้วก็เปลี่ยนไปโง่เรื่องอื่น อย่างไรก็ดี ดิฉันหวังว่าสังคมไทยคงจะฉลาดขึ้นบ้าง

——————————————–
รายการอ้างอิง
1. ประวัติของดาวซิ่ง http://en.wikipedia.org/wiki/Dowsing
2. ผลการทดสอบของ Sandia National Lab http://www.justnet.org/Lists/JUSTNET%20Resources/Attachments/440/moleeval_apr02.pdf
3. ประกาศเตือนของ FBI http://www.justnet.org/Lists/JUSTNET%20Resources/Attachments/440/moleeval_apr02.pdf
4. รัฐบาลอังกฤษห้ามส่งออก ADE-651 ไปอิรักและอัฟกานิสถาน http://news.bbc.co.uk/2/hi/programmes/newsnight/8471187.stm
5. จิม แมคคอร์มิค ถูกจับ http://www.timesonline.co.uk/tol/news/uk/article6997859.ece
6. คำรับรองของ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4907&Itemid=86
7. คำรับรองของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=428605
8. คำรับรองของ รมต.กลาโหม http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000011298
9. คำรับรองของแม่ทัพภาคที่ 4 http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&view=article&id=147:q-4qq200q–2-&catid=1:2009-11-14-06-19-24&Itemid=7
10. “คุยกับนายกรัฐมนตรี” ตอบคำถามเกี่ยวกับ GT200 ประมาณนาทีที่ 2 http://www.pm.go.th/media/weekly/8871

เป็น forward mail ที่เต็มใจนำลงให้ทันที

ติดตามต้นเรื่องและข่าวอัพเดทอย่างใกล้ชิด ที่ “ชุมชนวิทยาศาสตร์หว้ากอ”
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8778125/X8778125.html

สังคมไทย เลิกงมงายกันเสียทีค่ะ

—————————————————————————–
สวัสดีครับทุกท่าน

ฟอร์เวิร์ดเมลฉบับนี้ ไม่ใช่จดหมายฟอร์เวิร์ดทั่วไป

เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ และชีวิตของทหารตำรวจและพี่น้องชายแดนใต้
รบกวนทุกท่านช่วยอ่านเนื้อหาด้านล่าง แล้วพิจารณาส่งต่อด้วยครับ

ข้อมูลทั้งหมดด้านล่างนี้ เป็นข้อเท็จจริง มีหลักฐานอ้างอิงได้ (ลิงค์ดาวน์โหลดหลักฐานอยู่ด้านล่างๆ)
ผมเองก็มีส่วนในการดำเนินการเรื่องนี้ครับ (ไม่ได้ยกมาส่งต่อมั่วๆ ) การจัดทำฟอร์เวิร์ดเมล ก็เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้พวกเราทุกคนได้รับรู้และได้มีส่วนช่วยกันครับ

ขอบคุณครับ

—————————————————————————–

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ โปรดอย่าพึ่งลบเมล์นี้ !!!

รู้มั้ยว่า เครื่องตรวจระเบิด GT 200, Sniffex, Alpha 6, ADE-101 ฯลฯ ไม่ใช่ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ จริง !!!
ถ้าห่วงใยเจ้าหน้าที่และประชาชนในชายแดน เสียดายภาษีที่จ่ายไป และอยากปกป้องชื่อเสียงประเทศไทย
โปรดส่งต่อ (forward) อีเมล์นี้ไปถึงทุกคนที่ท่านเป็นห่วง เพื่อช่วยกันเปิดโปงเครื่องลวงโลกพวกนี้ ก่อนที่มันจะแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ

—————————————————————————–

ร่วมยับยั้งเครื่องตรวจระเบิด “ลวงโลก”
เพื่อช่วยทหารตำรวจและประชาชนชายแดนใต้

ภาพความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงหลายฝ่ายจะบอกว่า “เรามาถูกทางแล้ว”
แต่ การวางระเบิดรายวัน ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดหย่อน

แม้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จะทำงานอย่างหนัก เสี่ยงตาย-ออกตรวจทุกวัน แต่ก็ยังมีการระเบิด บาดเจ็บ ล้มตาย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สาเหตุหนึ่งที่ท่านอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ก็คือ ….

เจ้าหน้าที่ของเรา กำลังใช้ “เครื่องตรวจระเบิดลวงโลก” ที่ฝรั่งหลอกขาย !!!

เครื่องมือหน้าตาประหลาดพวกนี้ คล้ายกันที่มี “เสาอากาศ” ยื่นมาจากด้ามจับ

เค้าอ้างว่า เวลาเจอสสารที่ค้นหา เสามันจะหมุนได้เอง!!! ด้วย “พลังแม่เหล็กดูด?!?” ชี้ไปทางทิศที่ของซ่อนอยู่

แถมมี “การ์ดเสริม” อยากตรวจสารอะไร ก็หย่อนการ์ดลงไป เลือกหาได้ทั้งระเบิด สารเสพติด ฯลฯ ไปจนถึง ศพคนตาย

ฝรั่งคนขายบอกว่า ตรวจได้ไกล “หลายร้อยเมตร” หาสารได้แม่น แม้จะน้อยแค่ “นาโนกรัม” ไม่มีอะไรขวางกั้นการตรวจได้แม้แต่ “ตะกั่ว” !!

เครื่องแต่ละตัว ราคาต่างกัน แต่แพงจัดไม่แพ้กัน

ราคาตํ่าสุดก็ตั้ง 4 แสนบาท (อัลฟ่า 6) แล้ว โหดสุดก็ฟาดไป 1.4 ล้านบาท (จีที 200 พร้อมการ์ดครบ)

โจษขานกันมาก ว่าเป็น เครื่องมือเทวดา เป็นตาทิพย์ เลยสั่งซื้อ นำเข้ามาใช้กันยกใหญ่ รวมทั่วไทยก็กว่า 2 พันเครื่องแล้ว

มีใช้่ทั้งในหน่วยทหาร 3 เหล่าทัพ สํานักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เทศบาล

องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ไปจนถึงการไฟฟ้า ฯลฯ

เห็นแบบนี้ คนส่วนใหญ่คงคิดว่า มันเป็นเครื่องมือสุดยอดไฮเทค ข้างในเต็มไปด้วยวงจร กลไก ซับซ้อนมากมาย…

แท้ที่จริงแล้ว ข้างในตัวเครื่องเป็นกล่องว่างๆ ไม่มีวงจรไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ !?!

ไม่มีแม้แต่ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หรือแหล่งพลังงาน ?!?

เสาอากาศก็หมุนฟรีลื่นๆ ไม่ได้มีมอเตอร์ ไม่ได้มีฟันเฟืองเครื่องกล กำกับการเคลื่อนที่ของเสาแต่อย่างใด

การ์ดเซนเซอร์ แผ่นละหลายหมื่น ก็แค่แผ่นกระดาษเคลือบมัน ไม่มี “ชิพ” ไม่มี “ซิม” อะไรเลย !?! ดร. ที่ เคมบริจน์ พิสูจน์แล้ว [คลิ๊ก]

แย่ละซิ ! เครื่องมือพวกนี้ มันก็แค่ “ลวดเดาว์ซิง (Dowsing rod)” แค่ “ไม้ล้างป่าช้า” นี่น่า !!!

นี่มัน ไม่ใช่ เครื่องมือ “วิทยาศาสตร์” แล้ว แต่เป็นเครื่องมือ “ไสยศาสตร์” เอาไว้ให้พวกที่เชื่องมงาย ใช้หาบ่อนํ้า บ่อทอง

เอามาใช้เป็นอุปกรณ์ประจำกาย ของเจ้าหน้าที่ใน “กระบวนการยุติธรรมและความมั่นคง” ของชาติ ได้อย่างไร ???

ถ้าอยากใช้ ทำเองก็ได้ เอาเสาวิทยุ ติดบานพับ แล้วหนีบด้วยประแจ ราคาอันละไม่กี่ร้อยไม่ต้องเปลืองงบเป็นแสนเป็นล้าน

พอรู้อย่างนี้ ก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมคนเคยใช้ถึงไม่สงสัย เวลามันไม่แม่น เพราะฝรั่งมัน ฉลาดแกมโกง

อ้างคุณสมบัติดีเว่อร์เกินจริง เช่น อ้างว่าตรวจจับได้ละเอียดสุดๆ เวลาเครื่องชี้ แต่ไม่มีระเบิด ก็หาว่าเคยมี “ปนเปื้อน” อยู่นิดหน่อย

หรืออ้างหลักวิทย์มั่วๆ วใช้่ “ไฟฟ้าสถิต” สร้างจากคนถือ พอหาระเบิดไม่เจอ ก็โบ้ยว่าคนใช้นอนไม่พอ “ไฟเลยตก” …

มั่วแล้ว !! คนนะ ไม่ใช่ “ยอดมนุษย์” จะสร้างไฟฟ้าสถิตแรงขนาดนั้นได้

ไม้ล้างป่าช้าพวกนี้มีใช้เฉพาะประเทศ ด้อยพัฒนา เท่านั้น ประเทศพัฒนาแล้วไม่มีใช้สักประเทศเดียว

อังกฤษ ที่เคยถูกแอบอ้าง ก็ให้ กระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า “ไม่เคยใช้ ”

อเมริกา ทั้ง FBI ทั้ง กองทัพ จัดทดสอบแล้วเจอว่า “แม่น แค่เท่ากับเดาสุ่ม” โยนเหรียญหัวก้อยเอาก็ได้ เลยสั่งกวาดจับไปหลายครั้ง

กระทรวงยุติธรรม อเมริกา ประกาศสรุปจบ “ห้ามซื้อเครื่องตรวจระเบิดแหกตาพรรค์นี้” อีกต่อไป

——————————เอกสารอ้างอิง——————————

1. จดหมายปฏิเสธยุ่งเกี่ยวกับ GT200 จาก กลาโหม อังกฤษ

2. ผลการประเมินเครื่อง MOLE

3. ผลการประเมินเครื่อง Sniffex จาก Navy USA

4. คู่มือการจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดของอเมริกา

5. คำเตือนของอเมริกา ฉบับแปลไทย

—————————————————————————-

ล่าสุด (22 ม.ค. 53) รัฐบาลอังกฤษ สั่งจับบริษัทที่ขายเครื่อง ADE-651 (พี่ของ ADE-101)
http://www.timesonline.co.uk/tol/news/uk/article6997859.ece

และห้ามขายเครื่องตระกูลนี้ทั้งหมดให้ “อิรัก” และ “อัฟกานิสถาน” อีก
http://news.bbc.co.uk/2/hi/programmes/newsnight/8475875.stm

—————————————————————————–
แทนที่งบเป็นพันล้าน จะถูกนำไปใช้ฝึกบุคคลทำการรบ ฝึกการตรวจค้น หาข่าว
นำไปจัดหาเครื่องมือ “วิทยาศาสตร์” ที่ใช้ได้จริงในการตรวจระเบิด
หรือดำเนินการตามพระราชดำรัสของ ในหลวง ที่ทรงให้ฝึก สุนัขไทย เป็นสุนัขตำรวจ สุนัขทหาร

กลับต้องสูญเงินแผ่นดิน ไปกับเครื่องมือ “ไสยศาสตร์” ลวงโลกพวกนี้

พวกเราได้เคยพยายามใช้ทุกช่องทาง ตามระบบระเบียบราชการ เพื่อร้องเรียนต่อ รัฐบาล และ รัฐสภา แต่ก็ไร้ผล

สื่อมวลชน ก็ไม่สนใจ หรือหวาดกลัวที่จะทำเรื่องนี้ เห็นทำแต่ข่าว “หมีแพนด้า” กับ “ดาราลวงโลก”

จึงขอความกรุณา โปรดรวมพลังภาคประชาชน รณรงค์หยุดยั้งการใช้เครื่องตรวจลวงโลก

โปรด ส่งต่อ (forward) อีเมล์ ไปถึงทุกคนที่ท่านเป็นห่วง โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติการกับเครื่องทำนองนี้

เพื่อร่วมกันเปิดเผยความจริงของการลวงโลกครั้งยิ่งใหญ่

จากการใช้เครื่องลวงโลก ที่ไม่ใช่เครื่องมือวิทยาศาสตร์จริง ไม่ว่าจะเป็น “GT200, Sniffex, Alpha 6, ADE-101 หรือยี่ห้ออื่นๆ”

ตอนนี้ มันกำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ และจะสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นอีก

การทำความดีเพื่อประเทศชาติในครั้งนี้ จะเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ต่อตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

“ชุมชนวิทยาศาสตร์หว้ากอ”

สนใจรายละเอียดกรุณาดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติมได้ที่
https://docs.google.com/fileview?id=0B2Bf3l7DSWIdZTE1ZWZmZDMtZjZiMy00ZDc4LTg2NTAtZGNjMDg1MWNmZjEy&hl=en_GB

—————————————————————————–

ถ้าท่านสนใจรับ FWDmail นี้ กรุณาเมล์ไปที่ AntiGT200@gmail.com ค่ะ

—————————————————————————–