Feeds:
Posts
Comments

Posts Tagged ‘nelson mandela’

RIP Mr.Mandela

RIP Mr.Mandela
Your stories inspire me.

Nelson Mandela 18 July 1918 – 5 December 2013
nelson-mandela-love-3

Advertisements

Read Full Post »

“บันทึกของแมนเดลา” ในช่วง Book Club รายการ คุยกันวันเสาร์ โดยคุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ
ออกอากาศเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Read Full Post »

งานหนังสือปีนี้ มีหนังสือแปลออกมาทันแค่ 1 เล่ม อันเนื่องมาจากผู้แปลงานยุ่งมว้ากกก… ปั่นไม่ทันค่ะ ^^” แต่เล่มที่ออกมาคราวนี้เป็นเล่มที่ภูมิใจนำเสนอจริงๆ นั่นก็คือ “บันทึกของแมนเดลา” แปลจาก “Conversations with Myself” ซึ่งเป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัวของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21

ภาพปก "บันทึกของแมนเดลา"

ก่อนหน้านี้มีโอกาสแปล “Mandela’s Way” หรือชื่อไทยว่า “วิถีแมนเดลา” ซึ่งเป็นงานเรียบเรียงของริชาร์ด สเตงเกิล บรรณาธิการคนดังของไทมส์ผู้ร่วมงานกับแมนเดลาและติดตามเป็นเงาของท่านเป็นเวลากว่า 3 ปีเพื่อเขียนอัตชีวประวัติของแมนเดลาในหนังสือ Long Walk to Freedom (เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทยค่ะ หวังอยู่ว่าจะมีโอกาสแปลให้ครบชุด) นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราศึกษาประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้และบุคคล/เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

“บันทึกของแมนเดลา” เป็นงานที่แตกต่างไปจาก 2 เล่มที่กล่าวถึงซึ่งเป็นหนังสืออัตชีวประวัติ เพราะ “บันทึกของแมนเดลา” ไม่ใช่งานปรุงแต่ง ไม่ใช่งานเรียบเรียงใหม่ และไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจนำเสนอมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัว บันทึกในไดอารี่เกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก ความฝัน การถอดเทปสนทนาระหว่างแมนเดลากับสเตงเกิล หรือแมนเดลากับคาทราดา (เพื่อนสนิทที่ติดคุกยาวนานพอๆ กัน) จดหมายที่แมนเดลาเขียนถึงครอบครัวและญาติมิตรในระหว่างติดคุก จดหมายร้องเรียนเพื่อสิทธิของผู้ต้องขังที่ส่งถึงรัฐบาลอาพาร์ไทด์ (ขนาดติดคุกอยู่ ยังเรียกร้องสิทธิเลยค่ะ!)

เวิร์น แฮร์ริส หัวหน้าโครงการศูนย์รักษาความทรงจำและหนังสือของเนลสัน แมนเดลา เล่าภาพของหนังสือเล่มนี้ไว้ในบทนำของเล่มว่า “นี่คือตัวของท่านเอง ซึ่งมิได้มีแรงขับดันให้เป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้ชมที่ไหนเลย ณ ที่นี้ ท่านได้เขียนร่างจดหมาย ร่างสุนทรพจน์ และบันทึกความจำ ณ ที่นี้ท่านทำบันทึกหมายเหตุ (หรือจดหวัดๆ) ระหว่างการประชุม เขียนไดอารี่ประจำวัน บันทึกความฝัน ติดตามน้ำหนักและความดันโลหิต จัดการบันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ ณ ที่นี้ท่านครุ่นคิดรำพึงถึงประสบการณ์ของตน ตั้งคำถามกับความทรงจำของตน พูดคุยกับสหาย ณ ที่นี้ท่านมิได้เป็นสัญลักษณ์หรือนักบุญผู้เป็นที่เชิดชูบูชาเหนือกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะเอื้อมถึง ณ ที่นี้ท่านก็เป็นเหมือนคุณ เหมือนผม”

สรุปก็คือ นี่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่จารึกตัวตนแท้จริงของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จากภาพภายนอกที่เรามองเห็นท่านอยู่ไกลๆ ในฐานะวีรบุรุษผู้เป็นตำนาน หนังสือเล่มนี้จะมอบภาพเนลสัน แมนเดลา ที่เป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ นี่เอง คนที่เคยมีความสุข มีทุกข์ คาดหวัง ผิดหวัง และแม้แต่หวาดกลัว น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ความรู้สึกแท้จริงของรัฐบุรุษผู้หนึ่งของโลก จริงๆ แล้ว เป็นอย่างไร

บ่อยครั้งที่ผู้แปลมักจะถูกถามว่า ชอบส่วนไหนของหนังสือ (ที่แปล) มากที่สุด หนังสือของแมนเดลานี้เป็นหนังสือที่บอกได้ยากมาก แม้ในเล่มที่แล้ว (วิถีแมนเดลา) ก็ตอบยากว่าชอบส่วนไหน เพราะทุกส่วนล้วนมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ดีถ้าจะต้องเลือก เราคงเลือกส่วนที่เป็นไดอารี่จากในเรือนจำ เพราะเอกสารอื่นเช่นร่างสุนทรพจน์ จดหมาย หรือแม้แต่การถอดเทปสนทนา แมนเดลาย่อมรู้อยู่ว่ามีผู้อ่านหรือผู้ฟัง แต่ไดอารี่นั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวแท้จริง ที่ซึ่งท่าน “รำพึงกับตนเอง” เหมือนดังชื่อหนังสือ Conversations with Myself นั่นเอง

บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญเช่นนี้ อย่าพลาดที่จะมีไว้ในตู้หนังสือของคุณนะคะ ^_^

Read Full Post »

อานิสงส์จากการแปลหนังสือ Mandela’s Way ทำให้เรามีโอกาสได้ไปศึกษาเรื่องราวของเนลสัน แมนเดลา รวมถึงสภาวะแวดล้อม เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาในยุคสมัยตั้งแต่แมนเดลายังไม่เกิด จนกระทั่งเกิดมา จนถึงช่วงการต่อสู้ของแมนเดลา และการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากความประทับใจก็กลายเป็นความนิยมยกย่องและเคารพนับถือ ได้จัดการแปลและหาข้อมูลเพิ่มเติมในบทความ เนลสัน มันเดลา บนวิกิพีเดียภาษาไทย ได้เป็นบทความคัดสรรไปเรียบร้อย

เมื่อได้ยินข่าวเรื่องการสร้างภาพยนตร์ Invictus ก็ตื่นเต้นอยากดู แต่เหมือนว่าจะไม่ได้เข้าฉายในเมืองไทย หรือมิฉะนั้นก็จำกัดโรงมากและประชาสัมพันธ์น้อยมากจนเราไม่รู้เรื่องเลย จนไปหาโหลดมาดู แต่ก็ไม่มี sub thai อีก เราก็เลยจัดการแปลซับเองซะเลย แหะๆ

Invictus เป็นเรื่องราวตอนที่แมนเดลาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วค่ะ ยุคนั้นประเทศอื่นรอบๆ แอฟริกาใต้ได้รับเอกราชไปก่อนแอฟริกาใต้แล้ว และเกิดจลาจลกลียุค ฆาตกรรมหมู่อุตลุดกันไปหมด ผู้นำผิวดำหลายคนยึดอำนาจเป็นเผด็จการ โดนแย่งชิงอำนาจและถูกฆ่าตายในตำแหน่งก็มี ลองหา “สงครามผิว” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาอ่านประกอบให้เห็นภาพในยุคนั้นมากยิ่งขึ้น

ต้องเล่าย้อนนิดนึงว่า ชนผิวขาวในแอฟริกาใต้นั้น แต่เดิมมาเป็นชาวยุโรปที่อพยพมาบุกเบิกอาณานิคมใหม่ ทั้งคนอังกฤษ ดัตช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ซึ่งเข้ามาตั้งอาณานิคมตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 (ปี 1800 กว่า) ชาวยุโรปที่มาตั้งรกรากในแอฟริกาใต้นี้เรียกตัวเองว่าพวกบัวร์ (Boer) ต่อมาภายหลังจึงเรียกตัวเองว่าชาวอัฟริคานส์ (Afrikaans) มีภาษาเป็นของตัวเองเรียกว่าภาษาอัฟริคานส์ ซึ่งกลายเป็นภาษาราชการของแอฟริกาใต้ (ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ)

ชนเหล่านี้อยู่แอฟริกาใต้นานหลายชั่วอายุคนจนไม่คิดว่าตัวเองเป็นชาวยุโรปอีกแล้ว แม้จะมีจำนวนไม่มาก เพียงประมาณไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งหมด แต่ก็เป็นคนควบคุมและบริหารประเทศตั้งแต่ยุคอาณานิคม แม้เมื่อทางยุโรปปลดปล่อยให้เป็นเอกราชแล้ว ชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ก็ยังครองอำนาจอย่างเหนียวแน่น และกดขี่เหยียดผิวชนพื้นเมืองอย่างรุนแรงกว่าที่อื่นๆ จนมีชื่อเรียกการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้เป็นการเฉพาะว่า อาพาร์ไทด์ (Apartheid)

มีขบวนการต่อสู้เพื่อปลดแอกชนผิวดำเป็นขบวนการนานาชาติ ซึ่งแน่นอนก็มีการตอบโต้กวาดล้างจากฝ่ายรัฐบาลผิวขาวด้วย แม้ตัวแมนเดลาเองก็ถูกรัฐบาลผิวขาวจับตัวขังคุกชนิดว่าขังลืมตลอดชีวิต ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด ชีวิตครอบครัวของแมนเดลาต้องเรียกว่าย่อยยับ ทั้งภรรยาและลูกสาวก็ถูกคุกคามข่มขู่ เขาถูกขังอยู่เป็นเวลาถึง 27 ปีเต็มกว่าที่รัฐบาลผิวขาวจะเปลี่ยนนโยบายเป็นการประนีประนอม ทั้งจากการกดดันของนานาชาติ และการต่อสู้อย่างรุนแรงภายในประเทศ

ดังนั้น หลังจากการเหยียดผิวในทวีปแอฟริกายุติลง (และเกิดจลาจลฆ่าล้างแค้นกันมั่วไปหมด) แมนเดลาไม่ต้องการให้แอฟริกาใต้ตกไปสู่สงครามกลางเมืองเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ ขั้วการเมืองอื่นนอกเหนือจากแมนเดลาเช่นในพรรคเอเอ็นซีเอง (ปีกที่สนับสนุนคริส ฮานี) หรือพรรคซูลู ล้วนแต่เป็นพวกหัวรุนแรง ต้องการแก้แค้นคนผิวขาวที่กดขี่ข่มเหงชนผิวดำมานาน มีการจลาจลตะลุมบอนกันซึ่งในภาพยนตร์ตอนต้นเรื่องได้แสดงให้เห็นภาพบ้างนิดหน่อย

ภายใต้ความกดดันเคียดแค้นถึงขนาดนี้ แต่ผู้ชายคนนี้กลับพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนหันมาจับมือกัน ปรองดองกัน ต้องพยายามต่อสู้ทั้งแนวคิดทางการเมืองภายในพรรค และถูกครอบครัวเคียดแค้นเสียเองฐานไปเข้าข้างคนผิวขาว

แมนเดลาพยายามเข้าอกเข้าใจทุกๆ ฝ่าย ท่านอธิบายกับฝ่ายหัวรุนแรงที่ต้องการไล่ชนผิวขาวออกไปให้พ้น โดยกล่าวว่า “พวกเขาไม่มีแผ่นดินบ้านเกิดอื่นใดอีกนอกจากที่นี่” ท่านบอกว่า พวกเขาเป็นพลเมืองของแผ่นดินนี้ และเราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้

ตอนที่อ่านหนังสือมาถึงประโยคนี้ ในหัวนึกแว้บไปถึงพวกที่ทะเลาะกันเรื่องปัญหาบ้านเมือง แล้วชอบไล่ฝ่ายตรงข้ามว่า “ย้ายไปประเทศอื่นไป๊”

ค่ะ ทางโน้นเขาคนละเชื้อชาติกันเลยนะคะ เขายังพยายามอยู่ร่วมกัน แต่ของเราเนี่ย เชื้อชาติเดียวกันญาติกันแท้ๆ…

เอ้ากลับมาเข้าเรื่องค่ะ … เนื้อหาหลักในภาพยนตร์คือความพยายามของแมนเดลาในการสร้างความปรองดองและสันติภาพขึ้นระหว่างคนดำกับคนขาวในประเทศ โดยเขาเลือกเอากีฬารักบี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นกีฬาของคนขาว มาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสามัคคีของคนในชาติ

มีแง่มุมที่น่าสนใจ ที่สะกิดใจตัวเราเองจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ คือเรื่องของการผสานชนชาติ

ในภาพยนตร์มีบางฉากที่แสดงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติโดยผ่านทางภาษา เช่นเวลาที่แมนเดลาพูดกับบอดี้การ์ดคนดำ หรือคนดำคุยกันบางฉาก จะพูดภาษาท้องถิ่นของแอฟริกาใต้ (คอห์ซา) ส่วนเวลาที่คนขาวคุยกัน เช่นตอนที่กัปตันพีนาร์คุยกับแม่บ้านผิวขาวของท่านประธานาธิบดี เขาจะคุยกันด้วยภาษาอัฟริคานส์ ส่วนเวลาคุยระหว่างกันให้รู้เรื่อง จะใช้ภาษาอังกฤษ

แต่ถึงแม้จะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและภาษาอย่างไร ทั้งชาวอัฟริคานส์และแอฟริกันก็ยังหาทางอยู่ร่วมกัน ผสานวัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้ มีฉากการผสานวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกฉากหนึ่ง ในตอนแข่งรักบี้กับทีมออลแบล็กผู้โด่งดังแห่งนิวซีแลนด์ จะมีการเต้นรำพื้นเมือง ซึ่งเป็นประเพณีการเต้นรำปลุกใจก่อนออกศึกของชนเผ่าเมารี อันเป็นชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ จะเห็นว่า ชนผิวขาวที่อพยพไปตั้งอาณานิคมในนิวซีแลนด์ ก็ผสานตัวเองกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมพื้นเมืองของดินแดนนั้น อาจสังเกตได้ว่าวัฒนธรรมนิวซีแลนด์จะมีวัฒนธรรมเมารีเป็นพื้นฐาน ถ้าเคยไปนิวซีแลนด์ก็จะเห็นป้ายทั้งภาษาอังกฤษและเมารี การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เน้นที่ชนเผ่าเมารีเป็นหลัก

ภาพทีมสปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้ ยืนประจันหน้ากับทีมออลแบล็กของนิวซีแลนด์ เป็นภาพที่ประทับใจเรามากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะนักกีฬาในทีมเกือบทั้งหมดเป็นชนผิวขาว แต่พวกเขากำลังต่อสู้ให้กับประเทศบ้านเกิด โดยมีชาวคอห์ซา/ซูลู และชาวเมารีเป็นทั้งแบ็กกราวน์และแบ็กอัพอยู่ข้างหลังของแต่ละทีม

น่าคิดไหมคะว่า แล้วเมืองไทยเราที่มีหลากหลายชนชาติ (ที่ยังไม่ต่างกันสุดขั้วแบบเขาสักกะหน่อย) อยู่ร่วมกันบนแหลมทองนี้มานานนับหลายร้อยปีแล้วเนี่ย เราจะผสานเข้าด้วยกัน และสามัคคีปรองดอง ตั้งใจสร้างประเทศร่วมกันได้หรือไม่

ก่อนจบขอย้อนไปที่ชื่อภาพยนตร์ Invictus เป็นชื่อบทกวีของ William Ernest Henley มีความหมายว่า “unconquered” ในเรื่องแมนเดลามอบบทกวีนี้ให้แก่กัปตันพีนาร์ให้เป็นแรงบันดาลใจในการเอาชนะโชคชะตา และสร้างเส้นทางชะตาชีวิตของตัวเองขึ้นมาเอง มิให้หวาดกลัวกับความพ่ายแพ้ (เพราะออลแบล็กเป็นทีมรักบี้แชมป์โลกหลายสมัย ขณะที่สปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้นั้นไม่อยู่ในสายตานักวิจารณ์เลยด้วยซ้ำ)

บทกวีเต็มๆ อ่านได้ตามลิงก์นี้นะคะ ส่วนบทความนี้ขอปิดด้วยบทกวี 4 บรรทัดที่เป็นบทปิดเรื่องของภาพยนตร์เช่นกัน ดังนี้

I thank whatever gods may be
For my unconquerable soul.
I am the master of my fate:
I am the captain of my soul.

Read Full Post »