Feeds:
Posts
Comments

Archive for June, 2009

วันนี้นั่งเสิร์ชดูข่าวน่าสนใจด้านดาราศาสตร์ระหว่างเวลาว่างอันแสนจะหายาก ก็ไปเจอเรื่องประหลาดเข้าอีกแล้ว ครั้งก่อนมีข่าวว่าปี ค.ศ. 2012 โลกจะพลิกกลับด้าน คราวนี้จะมีดาวพุ่งชนโลกแน่ะค่ะ (ปี 2012 เป็นปีซวยหรือยังไงกันนี่) เขาว่ากันว่า ดาวดวงนี้เป็นดาวเพิ่งค้นพบใหม่ อยู่เลยวงโคจรของพลูโตออกไปอีก ชื่อว่า นิบิรุ (Nibiru) หรือดาวเคราะห์ X แต่อ่านไปอ่านมาบางทีก็ว่าเป็นดาวฤกษ์ (ตกลงเป็นดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์?) เพิ่งจะผ่านเข้ามาในระบบกาแล็กซี่ของเรา (คนเขียนรู้จักไหมว่ากาแล็กซี่คืออะไร มีดาวจากที่อื่นผ่านเข้ามาได้ยังไง) และเส้นทางโคจรของดาวนี้จะมาทับกับแนวโคจรของโลกพอดี (อะจ๊าก!!) แถมมีภาพประกอบที่อ้างว่าถ่ายจากหอดูดาวขั้วโลกใต้เอามาให้ดูอีกด้วย เอ๋า!.. เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่?

ไปที่ nasa.gov กันเลยดีกว่า คอลัมน์นาซาตอบคำถาม มีหมายเหตุด้านบนว่า ทางนาซาได้รับคำถามเกี่ยวกับนิบิรุมาเป็นพันๆ ครั้ง และได้ตอบไปไม่ต่ำกว่า 200 ครั้งแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามส่งเข้ามาเรื่อยๆ ดังนั้นกรุณาอ่าน SUMMARY ก่อนค่อยถามนะจ๊ะ (นักวิทยาศาสตร์เบื่อจะตอบแล้ว)

หน้า summary คือที่นี่ค่ะ http://astrobiology.nasa.gov/ask-an-astrobiologist/intro/nibiru-and-doomsday-2012-questions-and-answers
ผู้เขียนคือ David Morrison, NAI Senior Scientist เพิ่งเขียนตอบครั้งล่าสุดเมื่อ 1 มิถุนายน 2009 ที่ผ่านมานี้เอง

ในหน้าเว็บดังกล่าวมี 20 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับนิบิรุ ผู้สนใจเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ ขอสรุปแบบย่อๆ เอาไว้ดังนี้

1. ข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับดาวนิบิรุชนโลกที่ปรากฏในอินเตอร์เน็ต เป็นข่าวลวงทั้งหมด (Hoax)

2. Nibiru คือชื่อทางโหราศาสตร์ของดาวพฤหัสบดีในวัฒนธรรมบาบิโลน ไม่ใช่ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของดาวเคราะห์ดวงใหม่แต่อย่างใด (ส่วนที่อ้างว่าเป็นชื่อของทางสุเมเรียน สืบเนื่องมาจากนวนิยายของ Zecharia Sitchin ที่เรียก Planet ดวงที่ 12 ว่า นิบิรุ – เรียกว่าเป็น Planet เพราะในวัฒนธรรมโบราณนอกจากดาวเคราะห์ทั้ง 9 แล้ว จะนับรวมดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็น Planet ด้วย)

3. หอดูดาวที่ขั้วโลกใต้ ไม่ใช่หอดูดาวของนาซา แต่เป็นของ NSF เป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุ (radio telescope) สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นอินฟราเรดและวิทยุคลื่นสั้น ผลจากการสังเกตการณ์ไม่ใช่รูปภาพ ดังนั้นภาพถ่ายที่อ้างว่าเป็นภาพของนิบิรุที่มองเห็นแม้ในเวลากลางวัน จึงไม่จริง

4. คำว่า Planet X เป็นคำที่นักดาราศาสตร์ใช้เรียกดาวเคราะห์ลึกลับที่ยังค้นไม่พบแต่จากผลการคำนวณเชื่อว่าน่าจะส่งอิทธิพลต่อวงโคจรของดาวเคราะห์ที่รู้จักแล้ว เมื่อมีการค้นพบดาวเคราะห์ ก็จะตั้งชื่อสามัญให้ ดังเช่น พลูโต และอีรีส ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยถูกเรียกว่า Planet X มาก่อน แต่ ดาวเคราะห์แคระที่ค้นพบอยู่ในเขตรอบนอกของระบบสุริยะ ไม่มีดวงใดที่มีวงโคจรเข้ามาถึงระบบสุริยะชั้นในเลย จึงไม่มีทางจะมาทับซ้อนกับวงโคจรของโลกได้

ในหน้า Summary ดังกล่าวยังมีการยืนยันถึงเรื่อง “โลกพลิกกลับด้าน” อีกครั้งด้วยว่า ไม่เป็นความจริง และว่าการกุข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับ “วันพิพากษา” เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้หวาดกลัวต้องเสียเงินเสียทองไปในกรณีต่างๆ กัน ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณและตรวจสอบความเป็นจริงกันก่อนจะเชื่ออะไร

น่าสงสารคุณเดวิดจริงๆ ดูท่าจะต้องเขียนตอบไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เพราะตอบด้วยความเหนื่อยใจอย่างมาก เอ้า! ก็ช่วยกันประกาศข้อเท็จจริงต่อไปก็แล้วกัน ข่าวลือน่ะแพร่ง่าย เชื่อง่าย แต่ความจริงมักไม่ค่อยมีใครเชื่อ แปลกแท้ๆ

Advertisements

Read Full Post »

สำหรับเหล่านักอ่านแล้ว ชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะ Pride and Prejudice เป็นนวนิยายชื่อดังของนักเขียนผู้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 100 นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก คือ เจน ออสเตน นอกจากนี้ในการสำรวจความนิยมครั้งไหนๆ Pride and Prejudice ก็ได้รับคะแนนนิยมท่วมท้นในอันดับ 1-2 อยู่เสมอ ล่าสุดจากการสำรวจเมื่อ ค.ศ. 2008 ของ Dymock ในประเทศออสเตรเลีย Pride and Prejudice ได้รับโหวตเป็นอันดับที่หนึ่ง ใน 101 หนังสือยอดเยี่ยมตลอดกาล (ลอร์ดออฟเดอะริงส์ได้ที่สอง)

นิยายเรื่องนี้มีเสน่ห์จับใจ ไม่ว่าจะนำมาอ่านเมื่อไหร่ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกถึงความละเมียดละไมที่ผู้ประพันธ์บรรจงเสกสรรค์ปั้นแต่ง แต่เมื่อได้ดูฉบับภาพยนตร์ปี 2005 ปรากฏว่าค่อนข้างผิดหวัง อาจเป็นเพราะระยะเวลาที่จำกัด เนื้อเรื่องจึงเดินเร็วฉุบฉับปุบปับ ความละเมียดละไมสูญหายไปเกือบหมด ดูจบแล้วอารมณ์ค้าง เพราะไม่ได้ซาบซึ้งไปกับความรักของลิซซี่กับดาร์ซีอย่างที่ควรจะเป็น ลิซซี่สวยเกินไป แต่เจนสวยน้อยไป มร.บิงก์ลีย์หน้าตาตลกมาก และ มร.ดาร์ซีดูหน่อมแน้มไม่มีมาดเลย! เห็นฉากสารภาพรักของทั้งสองคนแล้วอยากจะบ้าตาย นี่มันฮอลลีวู้ดชัดๆ! นี่ไม่ใช่เจน ออสเตน! เคยได้ยินชื่อเสียงฉบับซีรีส์ของ bbc มาว่าโด่งดังมาก จนขนาดที่ Colin Firth นักแสดงนำ ได้ไปเล่นในเรื่อง Bridget Jone’s Diary ในบทของ มร.ดาร์ซี ซึ่งผู้แต่งเรื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Pride and Prejudice นี้เอง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสและไม่มีเวลาไปหามาดูเสียที

เมื่อวานนี้หลังจากเร่งทำงานจนปวดหัว เครียด ไม่ไหวแล้ว เลิก แล้วเลยไปเสิร์ชหารูป Pride and Prejudice หวังจะมาดูให้หายเครียด ปรากฏว่าหายเครียดจริงๆ เพราะไปเจอ YouTube บรรจุซีรีส์ปี 1995 เอาไว้เกือบตลอดเรื่อง มีลิงก์เรียงตามลำดับดังนี้

Meet the Bennets
Mr Darcy’s First Appearance
Accomplished Women
Mr Wickham’s Introduction
Darcy & Elizabeth Dance
Professing Love
The Real Wickham
The Lake Scene
Awkward Questions
Darcy the Hero
Marriage Proposal
Double Wedding

เมื่อได้ดูการแสดงในฉบับซีรีส์นี้แล้ว ต้องยกนิ้วให้ว่า “สุดยอด!” ทั้งนักแสดงที่คัดเลือกมาอย่างเหมาะเจาะ เหมาะสมกับบทบาทตามนวนิยาย นับตั้งแต่ มร.เบนเนตลงมา มร.บิงก์ลีย์ดูเป็นคนอารมณ์ดี เบิกบานอยู่เสมอ เจนสวยหวานจริงๆ ลิซซีแม้สวยน้อยกว่าแต่มีดวงหน้าที่เฉลียวฉลาด (เธอทำได้ไง!) และ มร.ดาร์ซีคนสำคัญที่ดูลึกลับ น่าหมั่นไส้ในช่วงต้นเรื่อง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงบุคลิกไปหลังจากโดนลิซซี่ด่าในตอน Professing Love แล้วกลายเป็นหนุ่มในฝันของสาวๆ ไปนับตั้งแต่ตอน The Lake Scene

ที่ต้องดูไป อ่านไป ยิ้มไป ก็คือตอน “The Lake Scene” ซึ่งความจริงชื่อตอนนี้ไม่ได้มีอยู่ในเนื้อเรื่อง น่าจะเป็นตอน “Visit Pemberley” หรืออะไรทำนองนี้ แต่ว่า The Lake Scene ซึ่งเป็นตอนที่ไม่ได้ปรากฏในหนังสือ กลับกลายเป็นฉากที่โด่งดังที่สุดของซีรีส์ชุดนี้ ได้ทั้งคะแนน rating สูงที่สุด และ comment มากที่สุดด้วย ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดสำหรับสาวๆ เมื่อได้ดูฉากนี้แล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “I’m melting!” ในขณะที่หนุ่มๆ พากันงงงันว่าเจ้าหมอนี่มันมีดีตรงไหน พูดไปหนุ่มๆ ก็ไม่เข้าใจ ขอยกตัวอย่างบาง comment จาก YouTube ที่สาวๆ พยายามอธิบายให้หนุ่มๆ เข้าใจ อ่านแล้วก็ขำจริงๆ

สาวๆ : And I still don’t understand why guys don’t understand why we ladies are so fascinated with this man! MR DARCY IS PERFECTION!!!

หนุ่มๆ : I’m a guy and was directed here to see what all the fuss was about. I still don’t understand; he didn’t even take his clothes off. I’m honestly flummoxed by all this.

สาวๆ : I know, I was confused at first too. How could I find a man so damn sexy wearing that much clothes? I think the fact he’s romantic helps a lot. I mean, Mr. Darcy is like every girl’s dream. And I’m not speaking only for myself.

สาวๆ (พยายามอธิบายอีกที) : Ohh that Darcy phenomenon. Perhaps I can shed some light. Colin Firth became hearthrob material by this role. Yes, he was your typical handsome man, but he also portrayed Darcy(a powerful man) as being..a bit shy – an enticing element to the whole alluring Darcy character, of which ingredients are as follows…handsome + power(means protection/security) + shyness (sensitivity) + adhering to a woman = a walking DREAM. Secretly, its really Darcy I love. Good thing for you guys he doesn’t exist =)

สำหรับความเห็นหลังสุดนี้ถูกใจเราเป็นพิเศษ ฮ่าๆๆ…

เข้าใจว่าซีีรีส์ส่วนที่นำมาแสดงไว้บน YouTube นั้นได้ตัดมาเฉพาะตอนเด่นๆ ของ มร.ดาร์ซี เลยทำให้เรามองเห็นการแสดงอันโดดเด่นของเขาได้มากกว่าคนอื่นๆ นับตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกในงานเต้นรำ ดาร์ซีดูเย่อหยิ่ง ไว้ตัว ทั้งน่ากลัวและน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด แม้จนถึงตอน Professing Love เขาก็ยังสารภาพรักด้วยความมั่นใจและน่าหมั่นไส้เป็นบ้า (เลยต้องโดนลิซซี่ด่าจนแสบสันต์ไปถึงทรวง) แต่หลังจากนั้นไปความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวดาร์ซีก็ค่อยๆ ปรากฏออกมา ในฉาก The Lake Scene เนื้อหาในหนังสือนั้น ดาร์ซีเพียงแต่กลับมายังคฤหาสน์เพมเบอร์เลย์ก่อนเวลาที่คาดไว้ ทำให้พบกับลิซซี่อย่างไม่คาดฝันและไม่ทันตั้งตัว ภาพยนตร์ซีรีส์เพิ่มฉากกระโดดน้ำทะเลสาบเพื่อเพิ่มสภาพความกระเซอะกระเซิงให้ดาร์ซี (ม่ายช่าย!) เพื่อให้ดาร์ซีอยู่ในสภาพที่เป็นตัวเองมากที่สุดอย่างที่ลิซซี่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดาร์ซีผู้ล่วงหน้ากลับมาบ้านก่อนสหายคนอื่นๆ คิดแต่เพียงว่าตนได้อยู่กับตัวเองตามลำพัง ดังนั้นหน้าฉากความเก๊ก ถือเนื้อถือตัว วางมาด จึงมลายหายไป

Colin Firth ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของดาร์ซีออกมาได้อย่างน่าดู ภาพที่น่ารักคือภาพที่ดาร์ซีผู้กำลังหัวฟูแสดงท่าตกใจเมื่อตอนเห็นมิสเบนเนตอยู่ในเขตบ้านตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัว เกิดความกระดากจนพูดผิดพูดถูก นึกเรื่องคุยไม่ออก ถามไปแล้วก็ถามอีก อาการแบบนี้แหละที่สาวๆ ลงความเห็นกันว่า “น่ารัก!” หนุ่มๆ ดูไว้เป็นตัวอย่างนะจ๊ะ

นอกเหนือจากนี้ ยังมีการแสดงออกทางแววตาในตอน Awkward Questions และ Marriage Proposal ได้แก่ตอนที่ดาร์ซีบอกว่า “But one word from you will silence me on this subject forever.” (ให้ตายเถอะ ใครเห็นแววตาอย่างนั้นแล้วจะไม่สงสารบ้าง!) ครั้นเมื่อลิซซี่บอกถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตใจให้เขาทราบ ดนตรีบรรเลงขึ้นพร้อมกับแววตาของดาร์ซีที่ทอแสงแห่งความปีติ ฉากนี้จบด้วยประโยคที่ตอกย้ำความน่ารักและทำให้สาวๆ กรี๊ดสลบ คือ “Dearest, loveliest, Elizabeth” (ไม่เชื่อลองอ่าน comment ดูใน YouTube) แต่สำหรับส่วนตัวของเราเองชอบตั้งแต่ต้นประโยคคือ “I have been a selfish being all my life. As a child I was given good principles, but was left to follow them in pride and conceit. And such I might still have been, but for you.”

คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า นี่เป็นต้นฉบับนิยายน้ำเน่าของแท้และดั้งเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างคือความงามของการใช้ภาษา และจังหวะจะโคนในการนำเสนอ เพราะประโยคเดียวกันถ้าหากพูดทะลุกลางปล้องขึ้นมาโดยไม่มีการปูพื้นฐานมาก่อน อาจจะสร้างความรู้สึกแตกต่างกันคนละขั้วต่อผู้ฟังก็ได้ Pride and Prejudice เป็นนวนิยายชั้นยอดอยู่แล้ว และสำหรับซีรีส์ชุดนี้ของ bbc ฉบับปี 1995 ซึ่งแม้จะยังไม่มีโอกาสดูครบทุกตอน แต่เราก็ขอยกนิ้วให้เป็นสุดยอดภาพยนตร์ดัดแปลงอีกเรื่องหนึ่งที่รักษาธีมเรื่อง สื่อถึงแนวคิดและความรู้สึกของผู้ประพันธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่เป็นรองใครเลย

Read Full Post »