Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Lifestyle’ Category

ทีมลูกเจ้าแม่คลองประปา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตัวแทนประเทศไทย ชนะเลิศการแข่งขันรายการ ABU Robocon 2011 ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก พวกเราคงได้ทราบข่าวกันไปบ้างแล้ว

ABU ย่อมาจาก Asia-Pacific Broadcasting Union หรือสมาพันธ์สถานีโทรทัศน์เอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งส่วนของไทยมี MCOT เป็นสมาชิก แต่เดิมก่อนจะเป็น ABU Robocon สมัยก่อนนั้นเป็น NHK Robocon ซึ่งการแข่งขันจะจัดที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ตั้งเป็น ABU Robocon แล้วก็จะเวียนกันไปจัดที่ประเทศสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 30 ประเทศตลอดทั่วเอเชีย-แปซิฟิกริม และน่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นรัสเซียก็มาร่วมแข่งในปีนี้เป็นปีแรก

ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU Robocon และได้แชมป์เป็นสมัยที่สองกับการแข่งขันหุ่นยนต์ “ลอยกระทง” (ก่อนหน้านี้ไทยเคยได้แชมป์เมื่อปี 2003 ในการแข่งขัน “ตะกร้อพิชิตจักรวาล”) ที่จริงไทยได้เป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2003 ไปแล้วก็ไม่ควรได้จัดอีกในเวลาแค่ไม่กี่ปี แต่ปีนี้เราขอกับ ABU เป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาส 84 พรรษา ดังนั้นหลังจากรอบนี้แล้วคงจะหายไปอีกเป็นสิบปีเลยละกว่าที่ไทยจะได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง

น้องใหม่ที่มาร่วมแข่งปีนี้เป็นครั้งแรก ก็ได้แก่รัสเซีย และลาว ซึ่งเป็นทีมจากวิทยาลัยเอกชน ทีมของลาวนี้ทางไทยเราส่ง ว.สว่างแดนดินสกลนคร (ทีมนายฮ้อยทมิฬ แชมป์ ABU Robocon ปี 2003) ไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงด้วย และลาวก็เอาชนะจีน เขี่ยแชมป์เก่า 4 สมัยตกรอบแรกไป

ทีมจีนนี่เก่งมาก เป็นทีมแรกๆ ในกลุ่ม ABU ที่เอากล้องมาใช้จับภาพและวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ นับตั้งแต่สมัยแข่ง “ตะกร้อพิชิตจักรวาล” เมื่อหลายปีก่อนซึ่งตอนนั้นดูเหมือนเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ผลปรากฏว่าการที่จีนเริ่มก่อนทำให้เทคโนโลยีการใช้กล้องจับและวิเคราะห์ภาพนี้ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จีนเป็นแชมป์ ABU Robocon ติดกัน 4 สมัยนับตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2010 แม้หุ่นในปีนี้ก็ดีมากจนน่ากลัว หุ่นอัตโนมัติของจีนไม่เดินขึ้นแท่นตามทางลาดที่ทำไว้ให้ แต่กระโดดขึ้นจากด้านข้างซึ่งทำให้ใช้เวลาน้อยมาก (นี่คือการคิดนอกกรอบ ไม่ทำตามกฎ!) สถิติดีที่สุดที่จีนเคยทำเอาไว้อยู่ที่ประมาณ 40 กว่าวินาที ขณะที่ทีมแชมป์ของไทยเราทำเวลาดีที่สุดประมาณ 1 นาที 8 วินาทีในรอบชิงฯ ต้องไม่ลืมว่าทีมนี้คือตัวแทนประเทศจีนที่ผ่านการแข่งขันอย่างดุเดือดในประเทศมากกว่า 4,500 ทีมมาแล้ว และเขาเป็นที่หนึ่ง (ของไทยเราแข่งทั้งประเทศ 204 ทีม)

แล้วจีนแพ้ได้ยังไง? การแข่งหุ่นระดับนี้มุ่งเป้ากันที่การทำ target สุดท้ายให้สำเร็จ คือการประกอบกระทงและวางเทียนซึ่งมีคะแนนสูงมากถึง 300 คะแนน ขนาดที่ว่าทีมไหนมีการขอ retry ก็ไม่ทันกินแล้ว แพ้แน่ๆ เรียกว่าพลาดไม่ได้เลยแม้แต่ช็อตเดียว เหตุนี้ทำให้ทีมตัวเต็งทั้งหลายพุ่งเป้าไปที่การประกอบกระทงและวางเทียน ไม่ได้ใส่ใจการเก็บคะแนนเบี้ยบ้ายรายทาง แต่พอเกิดเหตุหุ่นอัตโนมัติขัดข้อง ก็สิ้นชีพกันไปเลยทีเดียว เหมือนที่จีนสิ้นชีพพ่ายแพ้แก่ลาวซึ่งกระดุบกระดิบทำแต้มได้แค่ 20 คะแนน เข้ารอบมาแบบงงๆ

การสิ้นชีพของหุ่นอัตโนมัติเกิดขึ้นอีกครั้ง ในการแข่งรอบรองชนะเลิศกับทีมเวียดนามที่เป็นตัวเต็งอีกทีมหนึ่งเช่นกัน (เวลาที่เวียดนามทำได้ในรอบก่อนหน้านี้คือ 1 นาที 4 วินาทีซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ดีที่สุดของไทยอีก) แต่การขอ retry ของเวียดนามผิดกติกา เพราะไม่ได้จับหุ่นเก็บแขนเข้าที่ในแท่นสตาร์ทให้เรียบร้อยเสียก่อน หุ่นยังกางแขนกางขาอยู่จะเริ่มสตาร์ทใหม่ไม่ได้ ตรงนี้เข้าใจว่าเด็กๆ คงจะตกใจและลืมเก็บแขนหุ่นยนต์ให้เรียบร้อยก่อนเริ่ม retry ใหม่ แต่ก็นั่นแหละ การแข่งระดับนี้พลาดไปช็อตเดียวก็ไม่ทันกินแล้ว เหตุนี้ทีมไทยจึงชนะเวียดนามทีมเต็งได้

สิ่งที่น่าสนใจใน ABU Robocon คราวนี้คือการรีแมทช์คู่ระหว่างทีมไทยกับทีมญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อสงสัยในการเข้าเก็บคะแนนหุ่นบังคับด้วยคนในพื้นที่ common เพราะทั้งสองทีมเข้าถึงแท่นแบบคู่คี่กันมาก และกรรมการสนามตัดสินว่าทีมไทยเข้าถึงแท่นก่อนจึงมีสิทธิทำคะแนนก่อน ซึ่งทีมญี่ปุ่น (ที่ความจริงแล้วเข้าถึงแท่นก่อน) ก็หยุดและทำตามคำสั่งกรรมการแต่โดยดี แต่เมื่อดูภาพจากกล้อง top view แล้วจึงเห็นว่าญี่ปุ่นเข้าถึงแท่นก่อน ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส คณะกรรมการจึงตัดสินให้แข่งกันใหม่

กรรมการไทยท่านหนึ่งบอกกับน้องๆ ทีมลูกเจ้าแม่ฯ (ที่ต้องแข่งใหม่) ว่า “แพ้ชนะไม่เป็นไร เราเป็นเจ้าภาพต้องใจใหญ่ อย่าให้ใครว่าได้” ต้องชื่นชมสปิริตของน้องๆ ทีมลูกเจ้าแม่ฯ ด้วยที่ยอมออกมาแข่งใหม่ทั้งน้ำตา และหลังจากชนะแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาทีมที่เป็นฝ่ายทั้งเกลี้ยกล่อมและเคี่ยวเข็ญให้เด็กๆ ยอมแข่งใหม่ก็เป็นฝ่ายหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ

ทีมญี่ปุ่นเองก็น่ารักมาก นับแต่ตอนที่ถูกกรรมการสนามสั่งห้าม ก็ยุติการเข้าทำคะแนนทันที ทั้งยังไม่ประท้วงผลการตัดสินแต่อย่างใด เมื่อกรรมการแจ้งให้แข่งใหม่ ก็โค้งคำนับขอบคุณเป็นการใหญ่ แต่หุ่นอัตโนมัติของทีมญี่ปุ่นพลาดที่จุดเดิมอีกคือการประกอบกระทง ทีมไทยจึงชนะอีกครั้งโดยไร้ข้อกังขา

สปิริตของทีมนับเป็นเรื่องสำคัญ ในความหมายของเรานี้หมายรวมถึงศักดิ์ศรีและหน้าตาของประเทศด้วย อย่างที่ทีมไทยและญี่ปุ่นแสดงออกให้เห็นในคราวนี้ ต่างกับอีกทีมหนึ่งซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม แอบให้อาจารย์ที่ปรึกษาของทีมติดบัตร Press (งานนี้ Press ของประเทศต่างๆ ร่วมกันจัดงาน จำได้ไหมคะ) แล้วเที่ยวเดินไปด้อมๆ มองๆ ดูเทคโนโลยีหุ่นของประเทศต่างๆ จนกรรมการไทยจับได้ ขู่ว่าจะตัดสิทธิ์การแข่งขัน ถึงได้เลิก

จะเห็นว่า ปัจจัยในการได้เป็นแชมป์หุ่นยนต์นั้นไม่ได้มีแค่เป็นทีมที่ทำหุ่นยนต์ได้ดีที่สุด จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น ทำหุ่นยนต์ได้ดีกว่าเรานะคะ แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทำให้การทำงานของหุ่นไม่ราบรื่น ซึ่งรวมถึงการควบคุมสติของผู้บังคับหุ่นเองด้วย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับมหาวิทยาลัยทุกรายการก็คือการฝึกฝนและเพิ่มพูนศักยภาพของเด็ก การส่งต่อถ่ายทอดเทคโนโลยีกันรุ่นต่อรุ่น (อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับทีมจีน) การสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ในทางวิชาการเพื่อเกื้อกูลกันต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกันเราได้มองเห็นศักยภาพในการแข่งขัน (และนิสัย) ของแต่ละประเทศด้วย จีนและเวียดนามจะเป็นประเทศที่น่ากลัวหากสามารถแปลงเด็กๆ ที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้กลายไปเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีได้ ซึ่งนั่นเป็นโจทย์ที่ไทยยังไม่สามารถทำสำเร็จ เราได้สร้างบุคลากรศักยภาพสูงแล้วก็ปล่อยให้พวกเขาส่วนหนึ่งไปทำงานกับองค์กรข้ามชาติ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสามารถเติบโตได้

อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐเท่านั้น อันที่จริงพวกเราทุกคนนี่แหละล้วนสามารถมีส่วนช่วยเหลือผลักดันให้ประเทศเป็นแบบที่เราอยากให้เป็น ปัญหามีเพียงแค่ว่าเราจะลงมือทำ หรือจะแค่ดู

Advertisements

Read Full Post »

พัก…

เพื่อนรัก…
เธออยากจะพักหรือเปล่า
ที่นี่มีร่มเงา
แนบเนาว์ไออุ่นกรุ่นกาย

ที่นี่มีสายลม
พราวพรมความเหนื่อยจางหาย
มีเสียงนกร้องผ่อนคลาย
คล้ายคล้ายอยู่ในปรายฟ้า

ที่นี่เธอมีฉัน
มีความรักมั่น…มีความห่วงหา
มีคำปลอบโยน…มีคำสัญญา
และสายตาบอกว่า ฉันเข้าใจ

เพื่อนรัก…
พักแล้วนะ…ดีขึ้นบ้างไหม
เมื่อพร้อมแล้ว…จะก้าวเดินต่อไป
โปรดจำไว้…ฉันยังอยู่เคียงคู่เธอ

ธิดา ธัญญประเสริฐกุล, 2534

Read Full Post »

อานิสงส์จากการแปลหนังสือ Mandela’s Way ทำให้เรามีโอกาสได้ไปศึกษาเรื่องราวของเนลสัน แมนเดลา รวมถึงสภาวะแวดล้อม เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาในยุคสมัยตั้งแต่แมนเดลายังไม่เกิด จนกระทั่งเกิดมา จนถึงช่วงการต่อสู้ของแมนเดลา และการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากความประทับใจก็กลายเป็นความนิยมยกย่องและเคารพนับถือ ได้จัดการแปลและหาข้อมูลเพิ่มเติมในบทความ เนลสัน มันเดลา บนวิกิพีเดียภาษาไทย ได้เป็นบทความคัดสรรไปเรียบร้อย

เมื่อได้ยินข่าวเรื่องการสร้างภาพยนตร์ Invictus ก็ตื่นเต้นอยากดู แต่เหมือนว่าจะไม่ได้เข้าฉายในเมืองไทย หรือมิฉะนั้นก็จำกัดโรงมากและประชาสัมพันธ์น้อยมากจนเราไม่รู้เรื่องเลย จนไปหาโหลดมาดู แต่ก็ไม่มี sub thai อีก เราก็เลยจัดการแปลซับเองซะเลย แหะๆ

Invictus เป็นเรื่องราวตอนที่แมนเดลาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วค่ะ ยุคนั้นประเทศอื่นรอบๆ แอฟริกาใต้ได้รับเอกราชไปก่อนแอฟริกาใต้แล้ว และเกิดจลาจลกลียุค ฆาตกรรมหมู่อุตลุดกันไปหมด ผู้นำผิวดำหลายคนยึดอำนาจเป็นเผด็จการ โดนแย่งชิงอำนาจและถูกฆ่าตายในตำแหน่งก็มี ลองหา “สงครามผิว” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาอ่านประกอบให้เห็นภาพในยุคนั้นมากยิ่งขึ้น

ต้องเล่าย้อนนิดนึงว่า ชนผิวขาวในแอฟริกาใต้นั้น แต่เดิมมาเป็นชาวยุโรปที่อพยพมาบุกเบิกอาณานิคมใหม่ ทั้งคนอังกฤษ ดัตช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ซึ่งเข้ามาตั้งอาณานิคมตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 (ปี 1800 กว่า) ชาวยุโรปที่มาตั้งรกรากในแอฟริกาใต้นี้เรียกตัวเองว่าพวกบัวร์ (Boer) ต่อมาภายหลังจึงเรียกตัวเองว่าชาวอัฟริคานส์ (Afrikaans) มีภาษาเป็นของตัวเองเรียกว่าภาษาอัฟริคานส์ ซึ่งกลายเป็นภาษาราชการของแอฟริกาใต้ (ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ)

ชนเหล่านี้อยู่แอฟริกาใต้นานหลายชั่วอายุคนจนไม่คิดว่าตัวเองเป็นชาวยุโรปอีกแล้ว แม้จะมีจำนวนไม่มาก เพียงประมาณไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งหมด แต่ก็เป็นคนควบคุมและบริหารประเทศตั้งแต่ยุคอาณานิคม แม้เมื่อทางยุโรปปลดปล่อยให้เป็นเอกราชแล้ว ชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ก็ยังครองอำนาจอย่างเหนียวแน่น และกดขี่เหยียดผิวชนพื้นเมืองอย่างรุนแรงกว่าที่อื่นๆ จนมีชื่อเรียกการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้เป็นการเฉพาะว่า อาพาร์ไทด์ (Apartheid)

มีขบวนการต่อสู้เพื่อปลดแอกชนผิวดำเป็นขบวนการนานาชาติ ซึ่งแน่นอนก็มีการตอบโต้กวาดล้างจากฝ่ายรัฐบาลผิวขาวด้วย แม้ตัวแมนเดลาเองก็ถูกรัฐบาลผิวขาวจับตัวขังคุกชนิดว่าขังลืมตลอดชีวิต ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด ชีวิตครอบครัวของแมนเดลาต้องเรียกว่าย่อยยับ ทั้งภรรยาและลูกสาวก็ถูกคุกคามข่มขู่ เขาถูกขังอยู่เป็นเวลาถึง 27 ปีเต็มกว่าที่รัฐบาลผิวขาวจะเปลี่ยนนโยบายเป็นการประนีประนอม ทั้งจากการกดดันของนานาชาติ และการต่อสู้อย่างรุนแรงภายในประเทศ

ดังนั้น หลังจากการเหยียดผิวในทวีปแอฟริกายุติลง (และเกิดจลาจลฆ่าล้างแค้นกันมั่วไปหมด) แมนเดลาไม่ต้องการให้แอฟริกาใต้ตกไปสู่สงครามกลางเมืองเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ ขั้วการเมืองอื่นนอกเหนือจากแมนเดลาเช่นในพรรคเอเอ็นซีเอง (ปีกที่สนับสนุนคริส ฮานี) หรือพรรคซูลู ล้วนแต่เป็นพวกหัวรุนแรง ต้องการแก้แค้นคนผิวขาวที่กดขี่ข่มเหงชนผิวดำมานาน มีการจลาจลตะลุมบอนกันซึ่งในภาพยนตร์ตอนต้นเรื่องได้แสดงให้เห็นภาพบ้างนิดหน่อย

ภายใต้ความกดดันเคียดแค้นถึงขนาดนี้ แต่ผู้ชายคนนี้กลับพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนหันมาจับมือกัน ปรองดองกัน ต้องพยายามต่อสู้ทั้งแนวคิดทางการเมืองภายในพรรค และถูกครอบครัวเคียดแค้นเสียเองฐานไปเข้าข้างคนผิวขาว

แมนเดลาพยายามเข้าอกเข้าใจทุกๆ ฝ่าย ท่านอธิบายกับฝ่ายหัวรุนแรงที่ต้องการไล่ชนผิวขาวออกไปให้พ้น โดยกล่าวว่า “พวกเขาไม่มีแผ่นดินบ้านเกิดอื่นใดอีกนอกจากที่นี่” ท่านบอกว่า พวกเขาเป็นพลเมืองของแผ่นดินนี้ และเราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้

ตอนที่อ่านหนังสือมาถึงประโยคนี้ ในหัวนึกแว้บไปถึงพวกที่ทะเลาะกันเรื่องปัญหาบ้านเมือง แล้วชอบไล่ฝ่ายตรงข้ามว่า “ย้ายไปประเทศอื่นไป๊”

ค่ะ ทางโน้นเขาคนละเชื้อชาติกันเลยนะคะ เขายังพยายามอยู่ร่วมกัน แต่ของเราเนี่ย เชื้อชาติเดียวกันญาติกันแท้ๆ…

เอ้ากลับมาเข้าเรื่องค่ะ … เนื้อหาหลักในภาพยนตร์คือความพยายามของแมนเดลาในการสร้างความปรองดองและสันติภาพขึ้นระหว่างคนดำกับคนขาวในประเทศ โดยเขาเลือกเอากีฬารักบี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นกีฬาของคนขาว มาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสามัคคีของคนในชาติ

มีแง่มุมที่น่าสนใจ ที่สะกิดใจตัวเราเองจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ คือเรื่องของการผสานชนชาติ

ในภาพยนตร์มีบางฉากที่แสดงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติโดยผ่านทางภาษา เช่นเวลาที่แมนเดลาพูดกับบอดี้การ์ดคนดำ หรือคนดำคุยกันบางฉาก จะพูดภาษาท้องถิ่นของแอฟริกาใต้ (คอห์ซา) ส่วนเวลาที่คนขาวคุยกัน เช่นตอนที่กัปตันพีนาร์คุยกับแม่บ้านผิวขาวของท่านประธานาธิบดี เขาจะคุยกันด้วยภาษาอัฟริคานส์ ส่วนเวลาคุยระหว่างกันให้รู้เรื่อง จะใช้ภาษาอังกฤษ

แต่ถึงแม้จะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและภาษาอย่างไร ทั้งชาวอัฟริคานส์และแอฟริกันก็ยังหาทางอยู่ร่วมกัน ผสานวัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้ มีฉากการผสานวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกฉากหนึ่ง ในตอนแข่งรักบี้กับทีมออลแบล็กผู้โด่งดังแห่งนิวซีแลนด์ จะมีการเต้นรำพื้นเมือง ซึ่งเป็นประเพณีการเต้นรำปลุกใจก่อนออกศึกของชนเผ่าเมารี อันเป็นชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ จะเห็นว่า ชนผิวขาวที่อพยพไปตั้งอาณานิคมในนิวซีแลนด์ ก็ผสานตัวเองกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมพื้นเมืองของดินแดนนั้น อาจสังเกตได้ว่าวัฒนธรรมนิวซีแลนด์จะมีวัฒนธรรมเมารีเป็นพื้นฐาน ถ้าเคยไปนิวซีแลนด์ก็จะเห็นป้ายทั้งภาษาอังกฤษและเมารี การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เน้นที่ชนเผ่าเมารีเป็นหลัก

ภาพทีมสปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้ ยืนประจันหน้ากับทีมออลแบล็กของนิวซีแลนด์ เป็นภาพที่ประทับใจเรามากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะนักกีฬาในทีมเกือบทั้งหมดเป็นชนผิวขาว แต่พวกเขากำลังต่อสู้ให้กับประเทศบ้านเกิด โดยมีชาวคอห์ซา/ซูลู และชาวเมารีเป็นทั้งแบ็กกราวน์และแบ็กอัพอยู่ข้างหลังของแต่ละทีม

น่าคิดไหมคะว่า แล้วเมืองไทยเราที่มีหลากหลายชนชาติ (ที่ยังไม่ต่างกันสุดขั้วแบบเขาสักกะหน่อย) อยู่ร่วมกันบนแหลมทองนี้มานานนับหลายร้อยปีแล้วเนี่ย เราจะผสานเข้าด้วยกัน และสามัคคีปรองดอง ตั้งใจสร้างประเทศร่วมกันได้หรือไม่

ก่อนจบขอย้อนไปที่ชื่อภาพยนตร์ Invictus เป็นชื่อบทกวีของ William Ernest Henley มีความหมายว่า “unconquered” ในเรื่องแมนเดลามอบบทกวีนี้ให้แก่กัปตันพีนาร์ให้เป็นแรงบันดาลใจในการเอาชนะโชคชะตา และสร้างเส้นทางชะตาชีวิตของตัวเองขึ้นมาเอง มิให้หวาดกลัวกับความพ่ายแพ้ (เพราะออลแบล็กเป็นทีมรักบี้แชมป์โลกหลายสมัย ขณะที่สปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้นั้นไม่อยู่ในสายตานักวิจารณ์เลยด้วยซ้ำ)

บทกวีเต็มๆ อ่านได้ตามลิงก์นี้นะคะ ส่วนบทความนี้ขอปิดด้วยบทกวี 4 บรรทัดที่เป็นบทปิดเรื่องของภาพยนตร์เช่นกัน ดังนี้

I thank whatever gods may be
For my unconquerable soul.
I am the master of my fate:
I am the captain of my soul.

Read Full Post »

เมื่อตอนยังเด็ก วันสงกรานต์ทุกปีแม่จะพาไปค้างบ้านคุณยายที่ฝั่งธนบุรีตั้งแต่คืนก่อนวันสงกรานต์ ลุงป้าน้าอาที่แยกครอบครัวกันไป ก็จะมารวมตัวที่บ้านคุณยาย เตรียมกับข้าวและของถวายพระ จัดเป็นหม้อๆ ลูกพี่ลูกน้องเด็กเล็กๆ ก็ได้มาเจอหน้ากัน เล่นเกมกันจนดึกดื่นด้วยความคิดถึง

เช้าวันสงกรานต์ ทุกคนแต่งตัวสวยเช้ง ช่วยกันหิ้วหม้อข้าว หม้อแกง พากันไปวัด ที่วัดจะมีจานชามเตรียมเอาไว้มากมาย แต่ที่เราเตรียมกันไปเองก็มี เมื่อขึ้นไปบนศาลาก็จะจับจองที่นั่งเป็นกลุ่มๆ ตั้งวงหม้อข้าวหม้อแกงจัดสำรับกับข้าวสำหรับถวายพระ ทักทายเพื่อนบ้านกันสนุก ฟังเทศน์กันเสียก่อน แต่เด็กๆ นั่งฟังประเดี๋ยวเดียวก็อยู่ไม่สุข ก็พากันลงไปวิ่งเล่นไล่กันในลานวัดข้างล่าง

ถึงเวลาไปถวายกับข้าวเพล มักจะให้ลูกหลานเด็กผู้ชายเป็นคนยกไป เพราะพระท่านจะได้รับถวายง่ายๆ ไม่ต้องปูผ้าให้วุ่นวาย ถวายภัตตาหารแล้ว ก็ถึงคราวญาติโยมรับประทานบ้าง แต่ละวงจะตักแบ่งกับข้าวที่ตัวเองทำ เอาไปให้กับเพื่อนบ้านวงโน้นวงนี้ บางบ้านทำแกง บางบ้านทำของหวาน แล้วแต่จะถนัด

ถ้าพระฉันเสร็จแล้ว ผู้ใหญ่จะให้เด็กไปลากับข้าวที่เหลือลงมา โดยเฉพาะข้าวสวย จะเอาให้เด็กทะโมนกิน ว่ากันว่าจะได้ไม่ดื้อไม่ซน

เสร็จแล้วจึงยกของกลับบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเล่นน้ำ ช่วงบ่ายกลับมาที่วัดอีกครั้ง พระสงฆ์ท่านจะนั่งเรียงรายบนเก้าอี้ที่เตรียมเอาไว้ ชาวบ้านจะถือขันน้ำหอมน้ำปรุง ลอยดอกมะลิหอมชื่นใจ พากันไปรดน้ำดำหัว ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนก็จะมานั่งให้ลูกหลานรดน้ำดำหัวเหมือนกัน น้ำหอมที่รดลงมือท่าน ท่านจะเอามาลูบตัวพวกเรากลับพร้อมกับให้ศีลให้พร หอมกรุ่นกันไปทั้งบาง

เสร็จจากพิธีรดน้ำดำหัว เมื่อพระท่านกลับขึ้นไปกันแล้ว คราวนี้ก็เป็นเวลาของหนุ่มสาวและเด็กๆ ที่จะเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน สถานที่เล่นก็คือลานวัดข้างศาลานั่นเอง น้าๆ ที่ยังหนุ่มๆ ก็มาคุมแก๊งหลานเล็กๆ นำทีมยิงปืนฉีดน้ำกับแก๊งเพื่อนของน้า ส่วนคุณลุงคุณป้าคุณตาคุณยายจะกลับบ้านไปก่อน

ชาวบ้านใกล้วัดจะเตรียมแท้งก์น้ำเอาไว้ให้ทีละหลายๆ แกลลอน อย่างเช่นที่บ้านน้าเขยก็เตรียมแท้งก์ตั้งไว้หน้าบ้านเหมือนกัน ให้ทุกคนที่เล่นน้ำมาเอาไปใช้ได้

เวลาประแป้ง ส่วนมากพวกพี่ๆ ผู้ชายรุ่นหนุ่มมักไปขอประแป้งสาว เขาจะขออนุญาตกันก่อน แล้วทาแป้งที่แก้มเบาๆ หัวเราะขำกันด้วยความเขินอาย เด็กๆ ก็โดนบ้างเหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะเบา จะโดนประมาณแกล้งยีหัวกันมากกว่า

เล่นกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เหนื่อยได้ที่ นิ้วมือซีดขาวกันไปหมด น้าก็จะพากลับบ้าน ไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เป็นชุดสวยอีก เพราะตอนเย็นจะมีงานวัด

หนุ่มๆ สาวๆ จะไปขนทรายจากริมแม่น้ำมาที่ลานวัด สร้างเจดีย์ทรายประกวดกัน ตกแต่งริ้วธงกันอย่างอลังการ ผสมความคิดสร้างสรรค์ มีเวทีลิเก ประกวดร้องเพลง ประกวดนางสงกรานต์ คนขายลูกโป่งและสายไหมเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสุขของเด็กๆ

แล้วเด็กๆ ก็กลับไปหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย

สงกรานต์ในปัจจุบัน เห็นแล้วรันทดใจ อย่างเช่นการตั้งถังริมถนน คอยสาดน้ำให้รถที่วิ่งผ่านไปมา ซึ่งเขาเป็นใครก็ไม่รู้ ไปเล่นสงกรานต์กันตามแหล่งท่องเที่ยว เหมือนไประบายอารมณ์ สาดน้ำยิงน้ำหรือสาดแป้งดินสอพองใส่กัน ทั้งที่ไม่รู้จักกันเลย

คิดถึงประเพณีสงกรานต์อย่างสมัยก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะหวนกลับมาได้อีกหรือไม่

Read Full Post »

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจแผนหนึ่งของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ 2552 ที่ออกมาไล่ๆ กันกับเช็คช่วยชาติ คือการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 500 บาท ซึ่งโดยส่วนตัว ณ เวลานั้น เห็นว่าเป็นแผนที่หละหลวมมาก มีช่องทางให้โกงกินอย่างมากที่สุดจนนึกสงสัยว่าตั้งใจออกแผนนี้มาเพื่อโกงกินกันโดยเฉพาะหรือเปล่า

ในส่วนของคุณพ่อคุณแม่ทั้งของเราเองและสามี ได้ไปเดินเรื่องจัดการให้เรียบร้อย แต่ที่จะมาเล่าวันนี้เป็นเรื่องที่เกิดกับญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดท่านหนึ่ง ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกกรุงเทพมหานคร แต่ก็ไม่ได้ไกลไปถึงไหนมากมาย แค่จังหวัดใกล้ๆ นี่เอง เมื่อตอนช่วงที่ยื่นเอกสารกัน เราได้จัดเตรียมเอกสารไปให้ท่านด้วย จึงได้คุยกันและทราบว่า ท่านได้เซ็นมอบอำนาจให้แก่กำนันไปเสียแล้ว สอบถามไม่ได้ความว่ามอบอำนาจให้ใคร รู้แต่ว่าเซ็นมอบอำนาจไปเท่านั้น พอถามว่าได้แจ้งหมายเลขบัญชีสำหรับรับโอนเบี้ยยังชีพหรือไม่ ท่านก็ตกใจและว่า “โอนเข้าบัญชีได้ด้วยหรือ?” เป็นอันว่าไม่ได้เลือกโอนเข้าบัญชี เดาได้ทันทีว่าคงจะมอบอำนาจให้กับกำนันผู้นั้นเอง

ผ่านมาหลายเดือนได้คุยกับท่านอีกครั้งหนึ่ง และสนทนากันมาถึงเรื่องนี้อีก ท่านเล่าให้ฟังว่า ต้องไปตามทวงเบี้ยยังชีพเองที่ อบต. ซึ่งอันที่จริงท่านลืมไปแล้วถึง 3 เดือน พอนึกขึ้นได้ก็ไปทวง ทางกำนันก็จ่ายมาเดือนหนึ่ง (หักค่าดำเนินการด้วย) ท่านมานั่งนับเดือนดูก็เห็นว่าจ่ายไม่ครบ ต้องกลับไปตามทวงอีกรอบหนึ่งจึงได้มาครบ (หักค่าดำเนินการด้วย)

ท่านยังเล่าอีกว่า ที่ อบต. จะมีซองเบี้ยยังชีพส่งมาเป็นตั้งๆ คาดว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุทั้งตำบล ถ้าหากใครไม่ได้ไปรับเองที่ อบต. ก็จะถือว่าสละสิทธิ์ และเอาเงินเข้า อบต. ไป ท่านไม่พอใจมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เอาเลขบัญชีให้กำนันไปและบอกว่าต่อไปให้โอนเข้าบัญชีด้วย

เราไม่ทราบว่าสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขวิธีการจ่ายเงินได้หรือไม่ ส่วนกรณีของญาติผู้ใหญ่ท่านนี้ไม่ต้องเดาก็คงดูออกว่า กำนันไม่มีทางดำเนินการอะไรให้แน่ๆ ยิ่งเวลาผ่านไป หากหลงลืมหรือขี้เกียจไปเอาเงิน เงินนั้นก็จะตกเป็นของ อบต. ไปอย่างแน่นอน ลองคิดดูว่าทั่วประเทศมีอยู่กี่อำเภอ เงินที่ส่งออกไปให้แก่ผู้สูงอายุมีจำนวนมากเท่าใด และได้ไปถึงมือผู้สูงอายุจริงๆ เป็นจำนวนเท่าใด น่าสงสัยยิ่งนักว่าได้มีการตรวจสอบความสัมฤทธิ์ผลของโครงการนี้อย่างใดหรือไม่

อันที่จริงเราเคยสงสัยมานานแล้วว่า โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลจัดแจงออกมานั้นได้มีวิธีการตรวจสอบความสัมฤทธิ์ผลอย่างไร ด้วยวิธีใด หากมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและช่วยกันตรวจสอบในแง่มุมต่างๆ ตามความถนัด น่าจะช่วยให้การทำงานของหน่วยงานราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทราบมาว่าปัจจุบันก็เริ่มมีแนวคิดการก่อตั้งเว็บไซต์ที่ส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารงานของรัฐมากขึ้น ถ้ารัฐมีความตั้งใจจริงที่จะยกระดับการทำงาน และมุ่งไปที่ความสัมฤทธิ์ผล ที่ประโยชน์สูงสุดของประชาชนแล้วละก็ ควรจะสร้างระบบตรวจสอบโครงการใช้จ่ายต่างๆ ของภาครัฐเอาไว้บนเว็บไซต์ด้วยย่อมจะดีไม่น้อย (สาธุ… จะได้เห็นหรือเปล่าหนอ…)

Read Full Post »

วันนี้นั่งอ่านบทความจากเว็บเพื่อนซี้ ว่าด้วยเรื่องของ Creative Economy ประกอบกับเพิ่งมีข่าวว่ารัฐบาลเพิ่งประกาศให้งบประมาณสนับสนุน Creative Economy จำนวน 2 หมื่นล้าน แต่ที่ทำให้เอากลับมาคิดต่อเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาก็เพราะได้อ่านคอมเมนต์ของคุณ Jim (จากลิงก์แรก) ซึ่งจะขอคัดมาไว้ที่นี่บางส่วน ดังนี้

+++++++++++++++++++++++++++++++
ก่อนอื่นเลยขอเกริ่นก่อนว่าผมมักจะมีปัญหาเวลาว่าคำว่า “มี” หรือ “ไม่มี” เวลาคุยกับคน สมมตินะครับว่าผมพูดกับคนไทยคนหนึ่งว่า “คนไทยยังไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์พอ” คำตอบที่ผมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลยก็คือ “คนไทยเก่งๆมีอยู่มากมาย ได้รับเหรียญทองโอลิมปิคเยอะแยะ แต่ไม่ได้รับการส่งเสริม” หรือถ้าบอกว่า “คนไทยจน” ก็จะได้ยินคำตอบล่วงหน้าเลยว่า “คนไทยรวยๆมีเยอะแยะ เช่น xxx, yyy, zzz” ซึ่งคล้ายกันหมดตั้งแต่คนจบป.4 ยันปริญญาเอก แต่เมื่อผมได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันตก ผมรู้สึกประหลาดใจมากว่าแทบไม่เจอคำตอบประเภทนี้เลย แม้แต่จากคนขับรถเมล์ จากรปภ. นี้แหละผมถึงเริ่มเข้าใจว่าการศึกษาตั้งแต่เล็กๆนี้มีผลกระทบใหญ่หลวงต่อการนึกคิด, ความเข้าใจ, Innovation, และ “Creative Economy” มากมายเพียงใด

ขอยกตัวอย่างใกล้ตัวนะครับเพื่อจะได้เห็นภาพ อย่างกรณีแผงลอยบนฟุตบาธ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็มักจะอ้างว่า “จน” หรือไม่ก็ “ยังเหลือที่เดินอีกตั้งเยอะ” การอ้างเหตุผลเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยในประเทศตะวันตก เช่นถ้าอ้างว่าจนแล้วก็ คนที่สมควรได้ตั้งแผงลอยก็ต้องคัดมาจากคนที่จนที่สุดในประเทศ จริงๆแล้วที่จะยุติธรรมก็คือต้องประมูลที่ตรงนั้น แล้วนำเงิน abnormal profit จากตรงนั้นก็ต้องเก็บเข้าส่วนกลาง เพื่อนำมาจัดสรรอย่างเป็นธรรม การอ้างเหตุผลว่าจนจึงใช้ไม่ได้ในประเทศที่คนมีตรรกกะดีพอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่อ้างว่า “ยังเหลือที่เดินอีกตั้งเยอะ” เพราะฟุตบาธสร้างมาเดิน ถ้าที่มันเหลือจริงๆก็ควรจะคืนที่คนถูกเวรคืนเค้าไป (ส่วนมากก็คือบ้านตรงนั้นน่ะแหละ) ไม่ใช่เอามาให้คนไม่เกี่ยวข้องมายึดไปฟรีๆ แต่โลจิกเช่นนี้ใช้ได้เสมอในประเทศไทยเรา

คำว่า “มี” หรือ “ไม่มี” ของผมนั้นสามารถละไว้ในฐานที่เข้าใจได้ว่าหมายถึง มีมากพอ หรือไม่มีมากพอ นั้นเอง ในกรณีนี้ที่ผมบอกว่าคนไทยหากจะทำ Creative Economy นั้นยังเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะยังขาดคนที่เข้าใจ คำว่าขาดนั้นคือขาดปริมาณที่มากพอ (statistically significant) ที่จะบรรลุถึง Critical Mass ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

+++++++++++++++++++++++++++++++

คุณ Jim ยกตัวอย่างได้ชัดเจนดีถึงวิธีการใช้ตรรกะแบบแปลกๆ ของคนบางกลุ่ม (บางทีอาจจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วยก็ได้) คุณ Sheradia มาช่วยให้คำศัพท์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า Fallacy ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกวงการและทุกหัวระแหง ไม่ต้องอื่นไกล ลองดูรายการวิเคราะห์ข่าว (หรือนั่งอ่านข่าวให้ฟัง) ที่มีอยู่ดาษดื่นทุกช่องโทรทัศน์ทุกวันนี้ก็ได้ ก็จะเห็น Fallacy ทำนองนี้ในข่าวมากมายหลายชิ้น แน่นอนว่า ทุกฝ่ายย่อมพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราจะต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนให้มากเพียงพอ” ปัญหาที่น่าสนใจต่อมาคือแล้ว “การศึกษาที่ว่ามันคือการศึกษาในรูปแบบไหน?” ในเมื่อทุกวันนี้เราก็มีบัณฑิตปริญญาตรีเดินกันว่อนตกงานกันเกลื่อนเมือง ปริญญาโทต้องมาแย่งงานปริญญาตรีทำ และปริญญาเอกก็เยอะแยะมากมายจนชักจะสับสนว่า “ดร.” นำหน้าชื่อนี้ ได้แต่ใดมา?

ว่าด้วยเรื่องการศึกษานี้ทำให้เรานึกถึงหัวข้อบล็อกหนึ่งที่เคยเถียงกับเพื่อน เรื่อง เด็กรุ่นใหม่ไม่เอาถ่าน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าตกลงแล้วเด็กรุ่นใหม่นี้เอาถ่านหรือไม่เอาถ่าน? ออกจะเน้นไปเด็กรุ่นใหม่สักหน่อยนะคะ แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกันก็คือว่าการศึกษาได้มีอิทธิพลต่อความคิดของบุคลากรของชาติหรือไม่ อย่างไรและเพียงใด การศึกษาในอดีตกับปัจจุบันต่างกันอย่างไร มีจุดเน้นที่แตกต่างกันอย่างไร แล้วทำไมเราจึงยังเห็น Fallacy ลักษณะดังที่คุณ Jim ยกตัวอย่างให้ฟังเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

ความจริงก็คือ ระบบการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่สามารถส่งอิทธิพลต่อความคิดของบุคลากรของชาติให้มีความรู้ความสามารถในระดับสูงเพียงพอและมากพอถึงขนาด Critical Mass ใช่หรือไม่?

ยังมีนักศึกษาที่ความสามารถไม่ถึง สอบไม่ผ่าน แล้วใ้ช้วิธีออกมาประท้วงกดดันสถาบันการศึกษาให้ลดเกณฑ์คะแนนลง

ยังมีนักศึกษาที่ไม่เคยทำวิทยานิพนธ์ด้วยตนเอง ใช้วิธีไปจ้างมือปืนช่วยทำวิทยานิพนธ์ให้ น่าแปลกที่อุตส่าห์มีคนยอมทำ และอาจารย์ก็อุตส่าห์ให้ผ่านเสียด้วย

ยังมีเรื่องแปลกไม่น่าเชื่ออีกหลายอย่างที่เกิดขึ้น แต่แปลกยิ่งกว่าที่สังคมก็ยินยอมให้เกิดเรื่องแปลกเหล่านั้นขึ้นโดยเหมือนกับว่าเป็นเรื่องปกติ น่าคิดอยู่ไม่น้อยว่า ที่แท้แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นผลิตผลหนึ่งของสังคม ซึ่งสังคมแห่งนั้นสร้างขึ้นมานั่นเอง เรายอมให้มีการใช้ Fallacy แปลกๆ เหล่านี้กันเองนี่นา โดยไม่มีใครไปคัดง้าง ห้ามปราม หรือระงับเสียด้วย ถ้าอย่างนั้นแล้วระบบการศึกษาของไทยก็คงไม่มีทางได้ปรับปรุงอะไรให้แปลกใหม่ไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นและยอมรับอยู่ในตัวเองแล้ว

Read Full Post »

สำหรับเหล่านักอ่านแล้ว ชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะ Pride and Prejudice เป็นนวนิยายชื่อดังของนักเขียนผู้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 100 นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก คือ เจน ออสเตน นอกจากนี้ในการสำรวจความนิยมครั้งไหนๆ Pride and Prejudice ก็ได้รับคะแนนนิยมท่วมท้นในอันดับ 1-2 อยู่เสมอ ล่าสุดจากการสำรวจเมื่อ ค.ศ. 2008 ของ Dymock ในประเทศออสเตรเลีย Pride and Prejudice ได้รับโหวตเป็นอันดับที่หนึ่ง ใน 101 หนังสือยอดเยี่ยมตลอดกาล (ลอร์ดออฟเดอะริงส์ได้ที่สอง)

นิยายเรื่องนี้มีเสน่ห์จับใจ ไม่ว่าจะนำมาอ่านเมื่อไหร่ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกถึงความละเมียดละไมที่ผู้ประพันธ์บรรจงเสกสรรค์ปั้นแต่ง แต่เมื่อได้ดูฉบับภาพยนตร์ปี 2005 ปรากฏว่าค่อนข้างผิดหวัง อาจเป็นเพราะระยะเวลาที่จำกัด เนื้อเรื่องจึงเดินเร็วฉุบฉับปุบปับ ความละเมียดละไมสูญหายไปเกือบหมด ดูจบแล้วอารมณ์ค้าง เพราะไม่ได้ซาบซึ้งไปกับความรักของลิซซี่กับดาร์ซีอย่างที่ควรจะเป็น ลิซซี่สวยเกินไป แต่เจนสวยน้อยไป มร.บิงก์ลีย์หน้าตาตลกมาก และ มร.ดาร์ซีดูหน่อมแน้มไม่มีมาดเลย! เห็นฉากสารภาพรักของทั้งสองคนแล้วอยากจะบ้าตาย นี่มันฮอลลีวู้ดชัดๆ! นี่ไม่ใช่เจน ออสเตน! เคยได้ยินชื่อเสียงฉบับซีรีส์ของ bbc มาว่าโด่งดังมาก จนขนาดที่ Colin Firth นักแสดงนำ ได้ไปเล่นในเรื่อง Bridget Jone’s Diary ในบทของ มร.ดาร์ซี ซึ่งผู้แต่งเรื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Pride and Prejudice นี้เอง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสและไม่มีเวลาไปหามาดูเสียที

เมื่อวานนี้หลังจากเร่งทำงานจนปวดหัว เครียด ไม่ไหวแล้ว เลิก แล้วเลยไปเสิร์ชหารูป Pride and Prejudice หวังจะมาดูให้หายเครียด ปรากฏว่าหายเครียดจริงๆ เพราะไปเจอ YouTube บรรจุซีรีส์ปี 1995 เอาไว้เกือบตลอดเรื่อง มีลิงก์เรียงตามลำดับดังนี้

Meet the Bennets
Mr Darcy’s First Appearance
Accomplished Women
Mr Wickham’s Introduction
Darcy & Elizabeth Dance
Professing Love
The Real Wickham
The Lake Scene
Awkward Questions
Darcy the Hero
Marriage Proposal
Double Wedding

เมื่อได้ดูการแสดงในฉบับซีรีส์นี้แล้ว ต้องยกนิ้วให้ว่า “สุดยอด!” ทั้งนักแสดงที่คัดเลือกมาอย่างเหมาะเจาะ เหมาะสมกับบทบาทตามนวนิยาย นับตั้งแต่ มร.เบนเนตลงมา มร.บิงก์ลีย์ดูเป็นคนอารมณ์ดี เบิกบานอยู่เสมอ เจนสวยหวานจริงๆ ลิซซีแม้สวยน้อยกว่าแต่มีดวงหน้าที่เฉลียวฉลาด (เธอทำได้ไง!) และ มร.ดาร์ซีคนสำคัญที่ดูลึกลับ น่าหมั่นไส้ในช่วงต้นเรื่อง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงบุคลิกไปหลังจากโดนลิซซี่ด่าในตอน Professing Love แล้วกลายเป็นหนุ่มในฝันของสาวๆ ไปนับตั้งแต่ตอน The Lake Scene

ที่ต้องดูไป อ่านไป ยิ้มไป ก็คือตอน “The Lake Scene” ซึ่งความจริงชื่อตอนนี้ไม่ได้มีอยู่ในเนื้อเรื่อง น่าจะเป็นตอน “Visit Pemberley” หรืออะไรทำนองนี้ แต่ว่า The Lake Scene ซึ่งเป็นตอนที่ไม่ได้ปรากฏในหนังสือ กลับกลายเป็นฉากที่โด่งดังที่สุดของซีรีส์ชุดนี้ ได้ทั้งคะแนน rating สูงที่สุด และ comment มากที่สุดด้วย ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดสำหรับสาวๆ เมื่อได้ดูฉากนี้แล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “I’m melting!” ในขณะที่หนุ่มๆ พากันงงงันว่าเจ้าหมอนี่มันมีดีตรงไหน พูดไปหนุ่มๆ ก็ไม่เข้าใจ ขอยกตัวอย่างบาง comment จาก YouTube ที่สาวๆ พยายามอธิบายให้หนุ่มๆ เข้าใจ อ่านแล้วก็ขำจริงๆ

สาวๆ : And I still don’t understand why guys don’t understand why we ladies are so fascinated with this man! MR DARCY IS PERFECTION!!!

หนุ่มๆ : I’m a guy and was directed here to see what all the fuss was about. I still don’t understand; he didn’t even take his clothes off. I’m honestly flummoxed by all this.

สาวๆ : I know, I was confused at first too. How could I find a man so damn sexy wearing that much clothes? I think the fact he’s romantic helps a lot. I mean, Mr. Darcy is like every girl’s dream. And I’m not speaking only for myself.

สาวๆ (พยายามอธิบายอีกที) : Ohh that Darcy phenomenon. Perhaps I can shed some light. Colin Firth became hearthrob material by this role. Yes, he was your typical handsome man, but he also portrayed Darcy(a powerful man) as being..a bit shy – an enticing element to the whole alluring Darcy character, of which ingredients are as follows…handsome + power(means protection/security) + shyness (sensitivity) + adhering to a woman = a walking DREAM. Secretly, its really Darcy I love. Good thing for you guys he doesn’t exist =)

สำหรับความเห็นหลังสุดนี้ถูกใจเราเป็นพิเศษ ฮ่าๆๆ…

เข้าใจว่าซีีรีส์ส่วนที่นำมาแสดงไว้บน YouTube นั้นได้ตัดมาเฉพาะตอนเด่นๆ ของ มร.ดาร์ซี เลยทำให้เรามองเห็นการแสดงอันโดดเด่นของเขาได้มากกว่าคนอื่นๆ นับตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกในงานเต้นรำ ดาร์ซีดูเย่อหยิ่ง ไว้ตัว ทั้งน่ากลัวและน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด แม้จนถึงตอน Professing Love เขาก็ยังสารภาพรักด้วยความมั่นใจและน่าหมั่นไส้เป็นบ้า (เลยต้องโดนลิซซี่ด่าจนแสบสันต์ไปถึงทรวง) แต่หลังจากนั้นไปความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวดาร์ซีก็ค่อยๆ ปรากฏออกมา ในฉาก The Lake Scene เนื้อหาในหนังสือนั้น ดาร์ซีเพียงแต่กลับมายังคฤหาสน์เพมเบอร์เลย์ก่อนเวลาที่คาดไว้ ทำให้พบกับลิซซี่อย่างไม่คาดฝันและไม่ทันตั้งตัว ภาพยนตร์ซีรีส์เพิ่มฉากกระโดดน้ำทะเลสาบเพื่อเพิ่มสภาพความกระเซอะกระเซิงให้ดาร์ซี (ม่ายช่าย!) เพื่อให้ดาร์ซีอยู่ในสภาพที่เป็นตัวเองมากที่สุดอย่างที่ลิซซี่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดาร์ซีผู้ล่วงหน้ากลับมาบ้านก่อนสหายคนอื่นๆ คิดแต่เพียงว่าตนได้อยู่กับตัวเองตามลำพัง ดังนั้นหน้าฉากความเก๊ก ถือเนื้อถือตัว วางมาด จึงมลายหายไป

Colin Firth ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของดาร์ซีออกมาได้อย่างน่าดู ภาพที่น่ารักคือภาพที่ดาร์ซีผู้กำลังหัวฟูแสดงท่าตกใจเมื่อตอนเห็นมิสเบนเนตอยู่ในเขตบ้านตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัว เกิดความกระดากจนพูดผิดพูดถูก นึกเรื่องคุยไม่ออก ถามไปแล้วก็ถามอีก อาการแบบนี้แหละที่สาวๆ ลงความเห็นกันว่า “น่ารัก!” หนุ่มๆ ดูไว้เป็นตัวอย่างนะจ๊ะ

นอกเหนือจากนี้ ยังมีการแสดงออกทางแววตาในตอน Awkward Questions และ Marriage Proposal ได้แก่ตอนที่ดาร์ซีบอกว่า “But one word from you will silence me on this subject forever.” (ให้ตายเถอะ ใครเห็นแววตาอย่างนั้นแล้วจะไม่สงสารบ้าง!) ครั้นเมื่อลิซซี่บอกถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตใจให้เขาทราบ ดนตรีบรรเลงขึ้นพร้อมกับแววตาของดาร์ซีที่ทอแสงแห่งความปีติ ฉากนี้จบด้วยประโยคที่ตอกย้ำความน่ารักและทำให้สาวๆ กรี๊ดสลบ คือ “Dearest, loveliest, Elizabeth” (ไม่เชื่อลองอ่าน comment ดูใน YouTube) แต่สำหรับส่วนตัวของเราเองชอบตั้งแต่ต้นประโยคคือ “I have been a selfish being all my life. As a child I was given good principles, but was left to follow them in pride and conceit. And such I might still have been, but for you.”

คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า นี่เป็นต้นฉบับนิยายน้ำเน่าของแท้และดั้งเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างคือความงามของการใช้ภาษา และจังหวะจะโคนในการนำเสนอ เพราะประโยคเดียวกันถ้าหากพูดทะลุกลางปล้องขึ้นมาโดยไม่มีการปูพื้นฐานมาก่อน อาจจะสร้างความรู้สึกแตกต่างกันคนละขั้วต่อผู้ฟังก็ได้ Pride and Prejudice เป็นนวนิยายชั้นยอดอยู่แล้ว และสำหรับซีรีส์ชุดนี้ของ bbc ฉบับปี 1995 ซึ่งแม้จะยังไม่มีโอกาสดูครบทุกตอน แต่เราก็ขอยกนิ้วให้เป็นสุดยอดภาพยนตร์ดัดแปลงอีกเรื่องหนึ่งที่รักษาธีมเรื่อง สื่อถึงแนวคิดและความรู้สึกของผู้ประพันธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่เป็นรองใครเลย

Read Full Post »

Older Posts »