Feeds:
Posts
Comments

Archive for October, 2009

ในห้วงอวกาศนอกโลกนั้นมีเศษซากวัตถุชิ้นเล็กๆ มากมายล่องลอยอยู่ ที่อาจเป็นเศษฝุ่นผง เศษชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อย หรือเศษดาวหางที่แตกสลายเนื่องจากถูกแรงโน้มถ่วงมหาศาลฉีกทำลาย เศษวัตถุอวกาศชิ้นเล็กๆ เหล่านี้เราเรียกว่า สะเก็ดดาว หากเมื่อใดที่สะเก็ดดาวล่องลอยมาใกล้โลก หรือโลกเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้พวกมันก็ตาม สะเก็ดดาวที่ถูกแรงดึงดูดของโลกดึงตกลงมา เราเรียกว่า ดาวตก ถ้ามีดาวตกเป็นจำนวนมากๆ เราเรียกว่า ฝนดาวตก เศษวัตถุเหล่านี้เมื่อตกลงถึงพื้นโลก เราเรียกว่า อุกกาบาต

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โลกจะเคลื่อนที่ผ่านไปในบริเวณที่ดาวหางเทมเพล-ทัตเติล เคยโคจรอยู่ แต่แตกสลายเป็นผุยผงไปเสียแล้วเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดี เศษซากดาวหางนี้เป็นสะเก็ดดาวชิ้นเล็กๆ จำนวนมาก เมื่อโลกโคจรผ่านไปในย่านนั้น สะเก็ดดาวส่วนหนึ่งจึงตกลงมาบนโลก กลายเป็น ฝนดาวตกสิงโต (Leonids) ที่เรียกว่า ฝนดาวตกสิงโต ก็เพราะว่าเมื่อเวลาเรามองดูจากบนโลก จะเห็นกระแสฝนดาวตกนี้เริ่มขึ้นจากบริเวณกลุ่มดาวสิงโตนั่นเอง

ฝนดาวตกสิงโตนี้มีชื่อเสียงมานานนับร้อยๆ ปีแล้ว เพราะเป็นฝนดาวตกที่สว่างมาก ในบางปีมีอัตราเกิดฝนดาวตกสูงถึงหลายหมื่นดวงต่อชั่วโมง จนเรียกว่าเป็นพายุฝนดาวตก คือในปี ค.ศ. 1866 และ 1867 พายุฝนดาวตกสิงโตครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1833 โดยมีจำนวนฝนดาวตกสูงกว่าแสนดวงต่อชั่วโมง มองเห็นได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ฝนดาวตกสิงโต
พายุฝนดาวตกสิงโต ค.ศ. 1833 ภาพจากวิกิพีเดีย

ในปี พ.ศ. 2552 นี้ ฝนดาวตกสิงโต จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน นักดาราศาสตร์คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 100-500 ดวงต่อชั่วโมง มองเห็นได้ในแถบเอเชียตะวันออก สำหรับประเทศไทย จะเห็นชัดที่สุดเวลาประมาณตีสี่ สมาคมดาราศาสตร์ไทยได้จัดกิจกรรมดาราศาสตร์สัญจร ไปดูฝนดาวตกสิงโตที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด – โป่งก้อนเส้า จังหวัดสระบุรี ซึ่งรวมไปถึงกิจกรรมดูดาวเคราะห์ กลุ่มดาวฤดูหนาว และทางช้างเผือก ระหว่างที่รอฝนดาวตกด้วย

ถ้าว่างๆ ไปดูฝนดาวตกกันค่ะ ดูรายละเอียดกิจกรรมดาราศาสตร์สัญจรได้ที่นี่ http://thaiastro.nectec.or.th/activity/25521117_Leonids/

อ่านเพิ่มเติม ข้อมูลฝนดาวตกสิงโต
http://en.wikipedia.org/wiki/Leonids
http://th.wikipedia.org/wiki/ฝนดาวตกสิงโต

Advertisements

Read Full Post »

กลับมาหนุกหนานกันอีกครั้งกับ “นิบิรุ” ดาวเจ้าปัญหา เนื่องจากเพิ่งไปพบบทความหนึ่งซึ่งฝ่ายสนับสนุนดาวนิบิรุกล่าวอ้างว่า นาซ่า ประกาศยอมรับแล้วว่า ค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 10 หรือ Planet X จริงๆ แถมลิงก์ต้นฉบับมาด้วยค่ะ คือที่นี่ http://www.nasa.gov/vision/universe/solarsystem/newplanet-072905.html ขอบคุณจริงๆ ที่ให้ลิงก์มาด้วย ไม่ต้องเสียเวลาค้น แต่สงสัยว่าผู้กล่าวอ้างคงจะอ่านแต่หัวข้อ ไม่ได้อ่านเนื้อในบทความว่าเขาพูดถึงนิบิรุจริงหรือเปล่า เอ้าตามมาดูกันค่ะ

เนื้อหาในบทความเกิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.2005 แล้วค่ะ นาซ่าบอกว่าได้ค้นพบ “ดาวเคราะห์” (Planet) ที่ใหญ่กว่าดาวพลูโต และอยู่พ้นระยะจากดาวพลูโตไกลออกไปอีก โอเข้าเค้ามากๆ ดาวดวงนี้เองที่ส่งอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ของดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สงสัยมาเนิ่นนานและตั้งชื่อเรียกดาวลึกลับที่ยังหาไม่เจอ (ในตอนนั้น) ว่า “Planet X”

แรกเริ่มเดิมทีดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกสังเกตพบโดยหอดูดาวพาโลมาร์ใกล้เมืองซานดิเอโก ผู้ค้นพบคือ ดร. ไมเคิล บราวน์ กล้องโทรทรรศน์ที่จับภาพได้ชื่อว่า Samuel Oschin ถ่ายภาพดาวเคราะห์ลึกลับนี้ไว้ได้ 3 ภาพในระยะห่างกัน 90 นาที โดยถ่ายเอาไว้ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2003 แต่กว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะแยกแยะได้ว่าจุดลึกลับในภาพถ่ายนี้เป็นดาวเคราะห์ ก็ปาเข้าไปถึงปี 2005 แล้ว ชื่อรหัสของดาวตั้งตามมาตรฐานการตั้งชื่อดาวคือ 2003UB313 และมีชื่อสามัญเรียกว่า “อีรีส” (Eris) หรือชื่อเล่นที่ผู้ค้นพบตั้งขึ้นเองว่า “ซีนา” (Xena – คนละดวงกับเซ็ดนา (Sedna) นะคะ) แต่ไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นถ้าไปอ่านเจอ “ซีนา” ที่ไหน โปรดเข้าใจว่าคือดาวดวงเดียวกันนี้เองค่ะ

ดาวดวงนี้มีสัณฐานเบื้องต้นคล้ายคลึงกับ “ดาวเคราะห์” ซึ่งเรารู้จักแล้วทั้ง 9 ดวง (ตอนนั้นยังนับว่าพลูโตเป็นดาวเคราะห์อยู่) ระยะโคจรของดาวดวงนี้อยู่บริเวณแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ต่อเนื่องกับแถบหินกระจาย (Scattered Disc) อันเป็นบริเวณที่มีวัตถุขนาดเล็กเย็นจัดล่องลอยอยู่เต็มไปหมด ในบทความบางแห่งจะเรียกบริเวณอันไกลโพ้นนี้รวมๆ กันไปว่า ย่านพ้นดาวเนปจูน และเรียกวัตถุในย่านพ้นดาวเนปจูนว่า วัตถุพ้นดาวเนปจูน (Trans-Neptunian Object หรือ TNO)

ต่อมาในปี 2006 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ได้มีมติว่าด้วยนิยามของ “ดาวเคราะห์” ว่าจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. เป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงดวงอาทิตย์ แต่ไม่ใช่ดาวฤกษ์ และไม่ใช่ดวงจันทร์บริวาร
2. มีมวลมากพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดตัวเองให้อยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต หรือรูปร่างใกล้เคียงกับทรงกลม
3. มีวงโคจรที่ชัดเจนและสอดคล้องกับดาวเคราะห์ข้างเคียง
4. มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์ (804.63 กิโลเมตร)

นิยามข้างต้นนี้ทำให้ทั้งพลูโตและอีรีส ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 และ 10 ของระบบสุริยะถูกปลดออกจากตำแหน่ง จะเห็นได้ว่า อีรีส เพิ่งเข้ารับตำแหน่งปี 2005 แต่พอปีถัดมาก็ถูกปลดเสียแล้ว คนทั่วไปยังไม่ทันจะรู้จักกันเลย น่าเสียดายจริงๆ

นี่คือเรื่องราวของดาวเคราะห์ดวงที่ 10 หรือ “อีรีส” ซึ่งเคยถูกเรียกว่า Planet X มานานตั้งแต่สมัยยังหากันไม่เจอ ตอนนี้หาเจอแล้ว แต่ไม่ได้เป็นดาวเคราะห์แล้วค่ะ กลายเป็นได้แค่ดาวเคราะห์แคระเท่านั้น อย่างไรก็ดี คงจะชัดเจนแล้วว่า ดาวดวงนี้ ไม่ใช่ “นิบิรุ” แน่ๆ ค่ะ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีรีส ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/อีรีส นะคะ

Read Full Post »