Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Life of Work’ Category

RIP Mr.Mandela

RIP Mr.Mandela
Your stories inspire me.

Nelson Mandela 18 July 1918 – 5 December 2013
nelson-mandela-love-3

Advertisements

Read Full Post »

เผอิญไปพบ youtube ชุดนี้ ของบริษัท Servcorp ซึ่งเป็นบริษัท Head hunter สัญชาติออสเตรเลียที่มาทำงานในประเทศไทย ทั้งชุดมี 4 ตอน

คลิป 1

คลิป 2

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ สถิติแรงงานในตลาดของประเทศต่างๆ โดยเปรียบเทียบระหว่าง จำนวนคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน (entry) กับจำนวนคนที่ออกจากตลาดแรงงาน (exit) เก็บข้อมูลย้อนหลังและ forecast ล่วงหน้าในช่วงประมาณ 100 ปี ได้เป็นกราฟของประเทศต่างๆ ที่แสดงอยู่ในตอนท้ายของคลิปที่ 1 ต่อเนื่องถึงคลิปที่ 2 แนวโน้มโดยทั่วไปจะเห็นว่า สัดส่วนของแรงงานที่เข้าสู่ตลาดจะลดลงเรื่อยๆ จนถึงจุดตัดที่ตลาดแรงงานหดตัวลง ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้ผ่านเหตุการณ์นั้นไปแล้ว เช่น ญี่ปุ่นผ่านจุดตัดนั้นในปี 1994 เยอรมันในปี 2000 และออสเตรเลียในปี 2011

การคาดการณ์ในอนาคต เกาหลีใต้และจีนกำลังจะถึงจุดตัดนั้นในปี 2015 และ 2016 สิงคโปร์ปี 2017 อินโดนีเชีย 2035 และอินเดียในปี 2050 ส่วนของประเทศไทยเราจะไปถึงจุดตัดนั้นประมาณปี 2025

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ส่วนหนึ่งเนื่องจากจำนวนประชากรที่ลดลง คนแต่งงานกันช้า แต่มีลูกน้อยลง เห็นได้จากรายงานวิเคราะห์หลายฉบับที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยเราเองก็กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (มีคนแก่มากกว่าเด็ก) นอกจากนี้ แรงงานส่วนหนึ่งยังเลือกที่จะทำงานของตัวเอง เป็นฟรีแลนซ์บ้าง ขายของทางอินเตอร์เน็ตบ้าง หรือเลือกที่จะทำงานอิสระอื่นๆ โดยไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน

ช่วงที่ผ่านมาได้คุยกับคนมากมาย ทั้งเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้อง นายเก่า ทีมงานเก่า หรือแม้แต่ลูกค้า ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหาคนยาก โดยเฉพาะในตำแหน่งช่างฝีมือที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง เช่นช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อม ช่างก่อสร้าง (ที่มีทักษะสูง) หรือในสายสำนักงานก็เช่นการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะภาษาอังกฤษเพียงพอสำหรับการทำงาน ทำให้เกิดการแย่งชิงบุคลากร บริษัทต่างๆ ล้วนต้องเสนอ package การจ้างงานรวมถึงสวัสดิการหลากรูปแบบที่คิดว่าน่าจะดึงดูดให้คนอยากมาทำงานกับบริษัทตนมากกว่าแห่งอื่น

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาการแย่งชิงบุคลากรโดยการให้เงื่อนไขการจ้างที่ดีกว่าแล้ว บริษัทเองก็ต้องมองหาทางเลือกอื่นที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานของตนด้วย นี่อาจเป็นคำอธิบายหนึ่งถึงค่าแรงงานราคาแพงและการพยายามขวนขวายนำเอาเทคโนโลยีหลายอย่างเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์ในประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษก่อน นอกเหนือไปจากคำอธิบายสวยหรูว่าเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต

การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน รวมถึงการสร้างกระบวนการทำงานที่กระชับรัดกุม จะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สามารถใช้บุคลากรที่มีอย่างจำกัด แต่สามารถสร้างผลงานได้เท่าเดิมหรือดียิ่งกว่าเดิมในสนามแข่งขันทางธุรกิจที่นับวันจะดุเดือดยิ่งขึ้น

ด้านแรงงานเองก็อย่านิ่งนอนใจ เพราะแม้ตลาดจะขาดแคลนแรงงานอย่างไร แต่ถ้าตัวเราเองไม่มีทักษะพอจะทำงานเหล่านั้นได้ ก็หาได้มีความได้เปรียบอย่างใดไม่ ผลการทดสอบความรู้พื้นฐานในวิชาต่างๆ ของเยาวชนไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ นับว่าเรายังล้าหลังอยู่อย่างมาก (ดูข้อมูลสรุปจาก OECD) การเปิดเสรีอาเซียนในอีก 4 ปีข้างหน้าอาจทำให้ตลาดแรงงานคึกคักขึ้น แต่ก็อาจสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประกอบการและแรงงานที่ไม่ตระเตรียมตัวให้ดีได้เหมือนกัน

Read Full Post »

“บันทึกของแมนเดลา” ในช่วง Book Club รายการ คุยกันวันเสาร์ โดยคุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ
ออกอากาศเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Read Full Post »

Farewell

Read Full Post »

งานหนังสือปีนี้ มีหนังสือแปลออกมาทันแค่ 1 เล่ม อันเนื่องมาจากผู้แปลงานยุ่งมว้ากกก… ปั่นไม่ทันค่ะ ^^” แต่เล่มที่ออกมาคราวนี้เป็นเล่มที่ภูมิใจนำเสนอจริงๆ นั่นก็คือ “บันทึกของแมนเดลา” แปลจาก “Conversations with Myself” ซึ่งเป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัวของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21

ภาพปก "บันทึกของแมนเดลา"

ก่อนหน้านี้มีโอกาสแปล “Mandela’s Way” หรือชื่อไทยว่า “วิถีแมนเดลา” ซึ่งเป็นงานเรียบเรียงของริชาร์ด สเตงเกิล บรรณาธิการคนดังของไทมส์ผู้ร่วมงานกับแมนเดลาและติดตามเป็นเงาของท่านเป็นเวลากว่า 3 ปีเพื่อเขียนอัตชีวประวัติของแมนเดลาในหนังสือ Long Walk to Freedom (เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทยค่ะ หวังอยู่ว่าจะมีโอกาสแปลให้ครบชุด) นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราศึกษาประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้และบุคคล/เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

“บันทึกของแมนเดลา” เป็นงานที่แตกต่างไปจาก 2 เล่มที่กล่าวถึงซึ่งเป็นหนังสืออัตชีวประวัติ เพราะ “บันทึกของแมนเดลา” ไม่ใช่งานปรุงแต่ง ไม่ใช่งานเรียบเรียงใหม่ และไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจนำเสนอมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัว บันทึกในไดอารี่เกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก ความฝัน การถอดเทปสนทนาระหว่างแมนเดลากับสเตงเกิล หรือแมนเดลากับคาทราดา (เพื่อนสนิทที่ติดคุกยาวนานพอๆ กัน) จดหมายที่แมนเดลาเขียนถึงครอบครัวและญาติมิตรในระหว่างติดคุก จดหมายร้องเรียนเพื่อสิทธิของผู้ต้องขังที่ส่งถึงรัฐบาลอาพาร์ไทด์ (ขนาดติดคุกอยู่ ยังเรียกร้องสิทธิเลยค่ะ!)

เวิร์น แฮร์ริส หัวหน้าโครงการศูนย์รักษาความทรงจำและหนังสือของเนลสัน แมนเดลา เล่าภาพของหนังสือเล่มนี้ไว้ในบทนำของเล่มว่า “นี่คือตัวของท่านเอง ซึ่งมิได้มีแรงขับดันให้เป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้ชมที่ไหนเลย ณ ที่นี้ ท่านได้เขียนร่างจดหมาย ร่างสุนทรพจน์ และบันทึกความจำ ณ ที่นี้ท่านทำบันทึกหมายเหตุ (หรือจดหวัดๆ) ระหว่างการประชุม เขียนไดอารี่ประจำวัน บันทึกความฝัน ติดตามน้ำหนักและความดันโลหิต จัดการบันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ ณ ที่นี้ท่านครุ่นคิดรำพึงถึงประสบการณ์ของตน ตั้งคำถามกับความทรงจำของตน พูดคุยกับสหาย ณ ที่นี้ท่านมิได้เป็นสัญลักษณ์หรือนักบุญผู้เป็นที่เชิดชูบูชาเหนือกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะเอื้อมถึง ณ ที่นี้ท่านก็เป็นเหมือนคุณ เหมือนผม”

สรุปก็คือ นี่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่จารึกตัวตนแท้จริงของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จากภาพภายนอกที่เรามองเห็นท่านอยู่ไกลๆ ในฐานะวีรบุรุษผู้เป็นตำนาน หนังสือเล่มนี้จะมอบภาพเนลสัน แมนเดลา ที่เป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ นี่เอง คนที่เคยมีความสุข มีทุกข์ คาดหวัง ผิดหวัง และแม้แต่หวาดกลัว น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ความรู้สึกแท้จริงของรัฐบุรุษผู้หนึ่งของโลก จริงๆ แล้ว เป็นอย่างไร

บ่อยครั้งที่ผู้แปลมักจะถูกถามว่า ชอบส่วนไหนของหนังสือ (ที่แปล) มากที่สุด หนังสือของแมนเดลานี้เป็นหนังสือที่บอกได้ยากมาก แม้ในเล่มที่แล้ว (วิถีแมนเดลา) ก็ตอบยากว่าชอบส่วนไหน เพราะทุกส่วนล้วนมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ดีถ้าจะต้องเลือก เราคงเลือกส่วนที่เป็นไดอารี่จากในเรือนจำ เพราะเอกสารอื่นเช่นร่างสุนทรพจน์ จดหมาย หรือแม้แต่การถอดเทปสนทนา แมนเดลาย่อมรู้อยู่ว่ามีผู้อ่านหรือผู้ฟัง แต่ไดอารี่นั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวแท้จริง ที่ซึ่งท่าน “รำพึงกับตนเอง” เหมือนดังชื่อหนังสือ Conversations with Myself นั่นเอง

บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญเช่นนี้ อย่าพลาดที่จะมีไว้ในตู้หนังสือของคุณนะคะ ^_^

Read Full Post »

วันนี้นั่งแปล Perfect Swarm ของ Dr.Len Fisher (เกี่ยวกับ Swarm Intelligence หรือปัญญารวมฝูง – น่าจะแปลเสร็จหมดเร็วๆ นี้) มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการลงคะแนนโหวตของกลุ่ม อ่านแล้วฮาดี อยากมาแชร์เพื่อนๆ จ้ะ

——————————-

Evidence shows that all voting methods are flawed, so we may as well choose something simple to suit the particular situation and get on with it.
กระบวนวิธีลงคะแนนแบบไหนๆ ก็มีข้อบกพร่องทั้งนั้น ดังนั้นเลือกอะไรที่มันง่ายและเข้ากับสถานการณ์ก็พอ

The idea of getting together to vote on an issue goes back two-and-a-half thousand years, to a time when the city of Athens in ancient Greece was laying the foundations for Western civilization. The citizens of Athens had two great ideas about selecting their politicians.
แนวคิดการมา รวมตัวกันเพื่อลงคะแนนเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นย้อนกลับไปได้ถึงกว่าสองพัน ห้าร้อยปีก่อน ในสมัยที่มหานครเอเธนส์ของกรีซโบราณกำลังวางรากฐานอารยธรรมตะวันตก พลเมืองชาวเอเธนส์มีแนวคิดยอดเยี่ยมในการคัดเลือกนักการเมืองของตน 2 วิธี

The first was to choose them by lottery from whoever put their name forward. The second was to get rid of the worst ones by an annual process of negative voting.
วิธีแรกคือเลือกโดยการจับสลากจากใครก็ตามที่ส่งชื่อของตัวเองลงมา วิธีที่สองคือขจัดพวกที่แย่ที่สุดออกไปในกระบวนการโหวตออกประจำปี

——————————-

น่าสนใจเนอะ ^^

Read Full Post »

วันที่ 29 กรกฏาคม 2553 ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “ตำนานแห่งซิลมาริล” มีการเสวนาบนเวที ว่าด้วยเรื่องปกรณัมมิดเดิลเอิร์ธ ของ เจ.อาร์.อาร์. โทลคีนค่ะ

คุณเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ ผู้เขียน “The Big Secret เคล็ดลับแห่งชัยชนะ” เป็นพิธีกร และคุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Blognone เป็นตัวแทนนักอ่าน ร่วมเสวนาค่ะ

Read Full Post »

Older Posts »