Feeds:
Posts
Comments

Archive for April, 2009

ช่วงที่ผ่านมาได้ไปเป็นอาสาสมัครเขียนบทความต่างๆ ให้แก่สารานุกรมวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ซึ่งบางคนอาจเคยเห็นมาบ้างแล้ว และเคยนำข้อมูลในวิกิพีเดียไปใช้บ้าง ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลที่เขียนขึ้นโดยเหล่าอาสาสมัครโดยผ่านทางชุมชนวิกิพีเดีย ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับผู้เขียนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในชุมชนวิกิพีเดียมีนโยบายการตรวจสอบความถูกต้องและนโยบายด้านลิขสิทธิ์ที่เข้มแข็ง รายละเอียดเกี่ยวกับการเขียนบทความในวิกิพีเดียคงจะนำมาเล่าสู่กันฟังในคราวต่อไป แต่วันนี้อยากจะเล่าถึงเรื่องของลิขสิทธิ์ในงานเขียนของวิกิพีเดีย และวิธีการอ้างอิงที่ถูกต้องก่อน

ดังที่กล่าวข้างต้น ว่าเนื้อหาในสารานุกรมวิกิพีเดียล้วนเขียนขึ้นโดยสมาชิกที่เป็นอาสาสมัคร งานเขียนของสมาชิกแต่ละคนก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของผู้เขียนท่านนั้นๆ แต่เงื่อนไขประการหนึ่งสำหรับบทความที่นำขึ้นเสนอบนวิกิพีเดีย ก็คือ สมาชิกจะต้องยินยอมให้งานเขียนของตนอยู่ภายใต้อนุสัญญากนู (GNU Free Documentation License ; ย่อว่า GFDL) ลักษณะของสัญญาอนุญาตนี้ก็คือ ผู้เขียนยินยอมให้ผู้อื่นนำงานเขียนส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปเผยแพร่ได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน รวมถึงสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมจากงานเขียนนั้นๆ ก็ได้ หัวใจสำคัญของสัญญาอนุญาตประเภทนี้คือการสร้างความร่วมมือและการพัฒนาต่อยอดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เมื่อผู้เขียนยินยอมให้ปรับปรุงแก้ไขได้ เนื้อหาส่วนใดที่ขาดตกบกพร่อง หรือสำนวนภาษาที่ยังไม่สละสลวย เพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ ก็สามารถมาช่วยแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ ทำให้ได้ผลงานที่มีความสมบูรณ์ ถูกต้องมากยิ่งขึ้น หลักการนี้เป็นหลักการเช่นเดียวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ของชุมชน open source ซึ่งเป็นการเปิดกว้างเพื่อให้มีการพัฒนาต่อยอดได้โดยทั่วไป ภายใต้เงื่อนไขกำกับอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ดี สิทธิ์ในงานเขียนของสมาชิกแต่ละคนก็ยังคงเป็นของผู้เขียนท่านนั้นๆ ซึ่งผู้เขียนสามารถจะนำไปทำอะไรก็ได้

แต่จากความเปิดกว้างเช่นนี้ของวิกิพีเดียทำให้มีหลายๆ คน (มาก) เข้าใจผิดว่า บทความเหล่านั้นเป็นของฟรี จะเอาไปทำอะไรก็ได้ อันที่จริงแล้วยังมีเงื่อนไขในสัญญาอนุญาตอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ บทความ (ที่ลอกไป) นั้นจะต้องยังคงให้ความเสรีในลักษณะเดิมแก่ผู้อื่น และยังคงรับรู้ถึงความเป็นผู้ประพันธ์ของบทความที่นำไปใช้ วิธีการที่วิกิพีเดียแนะนำให้ทำก็คือ ให้ทำลิงก์กลับไปยังบทความหน้าที่คัดลอก เพราะจะสามารถดูรายชื่อผู้เขียนหรือกลุ่มผู้เขียนบทความนั้นๆ ได้ ถือเป็นการรับรู้ความเป็นผู้ประพันธ์เหมือนกัน ดังนั้น วิธีการอ้างอิงที่ถูกต้องคือ ทำลิงก์แบบนี้ http://th.wikipedia.org/wiki/ดาราศาสตร์ ส่วนการอ้างกลับไปเพียงหน้าหลักของวิกิพีเดีย (เช่น http://th.wikipedia.org) แบบนี้เป็นการอ้างอิงที่ผิด เพราะไม่สามารถรับรู้ถึงผู้เขียนบทความอันที่คัดลอกมาได้

การเขียนอ้างอิงไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องนี้ หากทำความเข้าใจกันแล้วก็สามารถทำให้ถูกต้องได้ไม่ยาก ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความขอบคุณต่ออาสาสมัครผู้เขียนหรือแปลบทความต่างๆ ให้เราได้อ่านกัน อย่างไรก็ดีในระยะหลังนี้มีการพบเห็นสื่ออินเตอร์เน็ตหลายแห่ง คัดลอกข้อมูลจากวิกิพีเดียไปใช้ แต่อ้างว่าเป็นลิขสิทธิ์ของตัวเองโดยใส่ “copyright” กำกับ สื่อไร้จรรยาบรรณเหล่านี้ไม่เพียงไร้ความสามารถในการพัฒนาบทความเอง แต่ยังกล้าขโมยของของคนอื่นมาอ้างว่าเป็นของตัว แล้วยังห้ามคนอื่นเอาไปใช้ต่อโดยการใส่ copyright เสียอีก เรียกได้ว่าเลวซ้ำเลวซ้อน หากพบเห็นสมควรประณาม และควรหันมาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้และพัฒนาที่จะนำสังคมไปสู่ความก้าวหน้าอย่างถูกต้องเหมาะสม จึงจะเรียกว่าดีว่างาม

อ่านเพิ่มเติม
http://th.wikipedia.org/wiki/วิกิพีเดีย:ลิขสิทธิ์
http://th.wikipedia.org/wiki/สัญญาอนุญาตเอกสารเสรีของกนู

Advertisements

Read Full Post »

ไม่นานนี้ได้ไปทราบเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์งานเขียนบนอินเตอร์เน็ต (อีกแล้ว) เลยไปคุ้ยหากระทู้เก่าที่ตัวเองเคยแจ้งความฟ้องร้องส่งไปให้เพื่อนอ่าน จะได้ไม่ต้องกลัวการแจ้งความฟ้องร้อง คิดแล้วก็เก็บเอามาใส่ในบล็อกตัวเองดีกว่า จะได้หาง่ายๆ หน่อย

เหตุเกิดเมื่อปลายปี พ.ศ. 2549 คดีสิ้นสุดราวปลายปี 2550

++++++++++++++++++++++++++++++

    กรณีศึกษา .. กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ต .. (ขั้นตอนการดำเนินการอย่างละเอียด ตั้งแต่ แจ้งความ ถึง ปิดคดี)

จาก http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/11/K5995768/K5995768.html

สวัสดีค่ะ

เราเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ตเสมอ จนวันหนึ่งเราก็ได้ประสบกับตัวเอง จึงขอนำมาเล่าไว้เป็นกรณีศึกษา ให้แก่ท่านอื่นๆ ได้ใช้เป็นข้อมูลค่ะ

เราทำเว็บส่วนตัวเอาไว้เว็บหนึ่ง เป็นเว็บเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับนักประพันธ์ท่านหนึ่งในอดีต ในเว็บจะมีข้อมูลชีวประวัติ ผลงานต่างๆ และมีบทความส่วนตัวที่เราเขียนเล่าถึงผลงานแต่ละชิ้นของท่าน โดยใส่ความเห็นส่วนตัวลงไปด้วย (เพราะเราไม่ค่อยเห็นด้วยกับข้อสรุปในทางวิชาการเท่าไหร่) แม้แต่ชีวประวัติของท่าน เรายังเขียนไม่ตรงกับข้อมูลทางวิชาการเลย เอิ๊กๆ

มาวันหนึ่ง เมื่อปลายปีที่แล้ว เราบังเอิญไปพบเว็บมูลนิธิแห่งหนึ่ง (ต่อไปขอเรียกว่า เว็บมูลนิธิฯ) ซึ่งจัดทำเผยแพร่กิตติคุณของนักประพันธ์ท่านนี้เหมือนกัน แน่นอนว่าเว็บนี้ไม่ได้ทำเพื่อแสวงหากำไร แต่ที่น่าตกใจคือ เว็บนี้ก๊อปปี้บทความของเราที่เขียนเล่าถึงผลงานต่างๆ เอาไปลง แบบทุกตัวอักษร (รวมทั้งความเห็นส่วนตัวที่ไม่ตรงกับข้อสรุปทางวิชาการด้วย เวรกรรม) แถมยังใส่ “copyright” เอาไว้ด้วยแน่ะ

แบบนี้ ถ้าปล่อยไปสักพักหนึ่ง คนอาจจะเข้าใจไปว่า ตัวเราเองเป็นคนไปก๊อปปี้บทความอันนั้น มาจากเว็บมูลนิธิฯ ก็ได้?!

เราหาทางติดต่อกับทางมูลนิธิฯ โดยผ่านทางน้องสาวคนหนึ่งในถนนนักเขียน น้องสาวท่านนั้นได้หาทางส่งข่าวไปให้กับผู้อำนวยการทราบ ผ่านทางรุ่นพี่อีกท่านหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็รอ แต่เวลาผ่านไปเป็นเดือน ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เราจึงขอเบอร์โทรติดต่อเพื่อโทรไปคุยเอง

ผอ.เว็บนั้น รับสายดีมาก และแจ้งเราว่า ทราบเรื่องหมดแล้ว จะจัดการแก้ไขลงเครดิตให้เรียบร้อย เราก็วางใจ

รอไปอีกเป็นเดือน เว็บยังเป็นเหมือนเดิม จะหมดอายุความอยู่แล้ว เราจึงไปแจ้งความไว้ที่ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) http://www.ecotecpolice.com/ อยู่ที่ถนนสาทรเหนือ จากสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ลงฝั่งอาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ เดินไปทางแยกนราธิวาส ถึงแยกเลี้ยวซ้าย เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ

**ข้อเตือนใจที่ 1**
รีบไปแจ้งความฟ้องร้องภายในเวลา 3 เดือน นับจากวันที่ทราบเรื่อง

เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความช่วยเหลือดีมากๆ และให้คำแนะนำหลายอย่าง แต่เราต้องจัดทำเอกสารไปให้เรียบร้อยนะ โดยการ print screen หน้าที่มีการลอก และหน้าต้นฉบับ วางเทียบกันหน้าต่อหน้า ใช้ปากกามาร์คเกอร์ระบายสีส่วนที่ก๊อปปี้ไปด้วย รวมทั้งหลักฐานที่แสดงว่าเราเป็นเจ้าของผลงานต้นฉบับ เตรียมไปให้เรียบร้อยนะ

เมื่อคุณตำรวจตรวจสอบดูแล้วว่า เราเป็นเจ้าของผลงานต้นฉบับจริง และมีการละเมิดเกิดขึ้นจริง ก็จะรับคำร้องไว้ จากนั้นเราก็รอค่ะ

ตรงนี้บางคนอาจจะคิดว่า เว็บไม่แสวงหากำไรสักหน่อย ฟ้องได้ด้วยเหรอ ก็เลยอยากมาเล่าให้เป็นกรณีศึกษาไงคะ ถึงแม้ผู้ที่ลอกเราไป จะไม่ได้นำไปแสวงหากำไรก็จริง แต่เรามีสิทธิ์ทุกประการในงานของเราเอง สิทธิ์ที่ว่านั้นรวมถึงสิทธิ์ในการแก้ไขดัดแปลง ทำสำเนา และเผยแพร่ด้วย ใครจะมาทำสำเนาและเอาไปเผยแพร่โดยที่เราไม่อนุญาตไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น เว็บนี้เป็นของมูลนิธิ… ซึ่งนับว่าเป็นสถาบันหลักแห่งหนึ่งในวงการวรรณกรรม จึงสมควรดำเนินการให้เหมาะสมและถูกต้อง สถาบันหลักเองยังไปลอกข้อมูลมาจากเว็บอื่น (แล้วเอามาใส่ copyright เอง?!) วงการวรรณกรรมคงไม่เหลืออะไรแล้ว

**ข้อเตือนใจที่ 2**
แม้การก๊อปปี้นั้นจะไม่ได้นำไปเพื่อแสวงหากำไร เช่นเอาไปโพสต์ในบล็อก ในเว็บ หรืออะไรก็ตาม เจ้าของผลงานย่อมมีสิทธิ์ทุกประการในการอ้างสิทธิ์ของตัวเอง

ผ่านไปประมาณ 2-3 อาทิตย์ เราได้รับอีเมล์จากเว็บมาสเตอร์ของเว็บมูลนิธิฯ นั้น ชี้แจงว่าเขาไม่ทราบเลยว่าข้อมูลที่นำมาแสดงเป็นข้อมูลที่ลอกมาจากเว็บอื่น เพราะเขาได้รับข้อมูลเหล่านั้นมาจากทางมูลนิธิฯ เอง

เวลาเดียวกันนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จาก ผอ.มูลนิธิ มาบอกเราว่าเขาได้รับหมายจากทางตำรวจ และได้สั่งปิดเว็บไปแล้ว พร้อมทั้งต่อว่าต่อขานเว็บมาสเตอร์ของเขาเองหลายประการ ว่าไปเอาข้อมูลมาจากไหนเขาไม่รู้เรื่องเลย

ทำไมพูดไม่ตรงกันละเนี่ย โอเคไม่เป็นไร เราไม่สนใจหรอกว่าใครจะเอาอะไรมาจากไหน แก้ไขให้ถูกต้องก็พอ เราอธิบายจุดยืนของเราให้ท่าน ผอ. ฟัง และบอกว่า เราไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร ขอเพียงให้มีการลงเครดิตบทความให้ถูกต้อง ทำลิงก์กลับมาที่ต้นฉบับให้เรียบร้อย เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำหรับวงการวรรณกรรมเท่านั้น

ท่าน ผอ. บอกว่า เขาตั้งใจจะโละเว็บนี้ทิ้ง และทำใหม่หมดอยู่แล้ว เพราะเว็บเดิมทำไว้ไม่ดีเลย บลาๆๆ (ตำหนิเว็บมาสเตอร์ของตัวเองต่อ) และจะไม่ใช้บทความของเราด้วย แต่จะลงขอโทษให้ และจะส่งจดหมายขอโทษมาให้เราด้วย เราบอกว่า ไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร (จริงๆ ก็ไม่ควรใช้อยู่แล้วแหละ เพราะบทความของเราไม่ค่อยตรงตามข้อมูลทางวิชาการนัก) ถ้าอย่างนั้นก็ส่งจดหมายมาก็แล้วกัน

รอไปอีกพักใหญ่ ไม่มีจดหมายขอโทษส่งมา มีแต่อีเมล์ฉบับหนึ่ง ส่งมาจาก สยามกีฬาฟุตบอลsomething@yahoo.com (เมล์สมมุติ) แสดงความขอโทษ และลงชื่อ ผอ.

โอมายก็อด คิดได้ไงเนี่ย ส่งจดหมายขอโทษมาทางฟรีอีเมล์ที่ระบุตัวตนไม่ได้?!

เรารออีกพักใหญ่ หวังว่าจะมีจดหมายเป็นทางการตามมา แต่ก็ไม่มี จึงโทรไปทวง ท่าน ผอ. บอกว่า ก็ส่งเมล์มาแล้วไง เราบอกไปว่ามันใช้ไม่ได้หรอก มันเป็นฟรีอีเมล์ เราต้องการจดหมายที่เป็นรูปธรรม เป็นทางการ ท่านรับปากว่าจะส่งมาใหม่ แล้วก็เงียบหายไปอีก

ดังนั้นเราจึงส่งจดหมายลงทะเบียน EMS ไปยังมูลนิธิฯ ขอให้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ นอกจากการลงเครดิตบทความให้เรา และลงข้อความขอโทษบนเว็บมูลนิธิแล้ว ให้ลงขอโทษบนเว็บบอร์ดสาธารณะอีกอย่างน้อยสามแห่งด้วย

เอาละค่ะ คราวนี้ ผอ. ท่านส่งจดหมายขอโทษตอบกลับมาอย่างยาวเหยียด ที่เราอ่านแล้วอยากเอาหัวโขกกำแพงด้วยความสับสนว่า ตกลงเราเป็นฝ่ายผิดที่อ้างสิทธิ์ในงานของตัวเอง และสมควรขอบพระคุณเขาที่ช่วยเผยแพร่ผลงานของเรา (ภายใต้ copyright ของเขา) ใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ดี ในจดหมายนั้นก็ยังเขียนไว้ว่า จะจัดการขอโทษและลงเครดิตบทความให้ แต่จะลงเฉพาะในเว็บมูลนิธิฯ เท่านั้น จะไม่ลงในเว็บบอร์ดสาธารณะ เราคิดว่ายอมรับได้ และได้โทรศัพท์คุยกันอีกครั้ง ผอ.รับปากว่าจะทำเว็บใหม่ให้เสร็จภายในเดือนเมษายน ขอให้เราไปถอนแจ้งความก่อน

แต่เราไปปรึกษากับคุณตำรวจ และได้รับคำแนะนำว่า หากเราถอนแจ้งความแล้ว ฝ่ายโน้นทำเฉยๆ ไม่แก้ไขอะไร เราก็จะทำอะไรไม่ได้แล้วนะ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจรอให้มีการแก้ไขเกิดขึ้นเสียก่อน จึงค่อยไปถอนแจ้งความ

เวลาล่วงเลยไปหลายเดือน ในที่สุดเว็บมูลนิธิฯ ก็กลับขึ้นมาออนไลน์อีกครั้ง โดยมีหน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ เว้นแต่เพียงหน้าที่ลิงก์ไปยังบทความที่ลอกของเรามาเท่านั้น ที่เป็นลิงก์เปล่าๆ ไม่มีข้อมูล

สรุปก็คือ ยังไม่ได้แก้ไขนั่นเอง ตอนนั้นนึกดีใจว่า ดีนะเนี่ย ที่ไม่ใจอ่อนถอนแจ้งความไปเสียก่อน

**ข้อเตือนใจที่ 3**
อย่าใจอ่อน

เราพยายามเข้าไปตรวจเช็คเรื่อยๆ ว่า เว็บได้มีการแก้ไขตามที่รับปากไว้หรือยัง เพราะถ้าแก้ไขเมื่อไหร่ เราก็จะรีบไปถอนแจ้งความเมื่อนั้น แต่ก็ไม่มีการแก้ไขใดๆ ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีหน้าบทความอีกแล้ว (เหลือแต่ลิงก์เปล่าๆ) อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีหน้า เชิงอรรถ เล็กๆ เพิ่มขึ้นมาบนเมนู ขอบคุณแหล่งข้อมูลมากมาย และมีชื่อ+เว็บของเรา เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลเหล่านั้น

ขอบคุณทำไม? เนื่องในโอกาสอะไร? แล้วคำขอโทษกับเครดิตล่ะ? เมื่อเป็นอย่างนี้เราจึงรอต่อไป

เป็นที่น่ายินดีว่าทางคุณตำรวจมิได้ทอดทิ้ง ยังคงติดตามคดีให้เราอย่างต่อเนื่อง ปลายเดือนสิงหาคม เราได้รับโทรศัพท์จาก ผอ.ท่านใหม่ ของมูลนิธิฯ ซึ่งพยายามมาไกล่เกลี่ยประนีประนอม และยังเอ่ยคำขอโทษแทนเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมด (ทั้งที่ท่านเพิ่งทราบเรื่อง และไม่ได้ทำอะไรผิด) น่าเสียดายว่าทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะเว็บถูกหมายสั่งปิดไปเสียแล้ว?!

เราเรียนท่าน ผอ. ท่านใหม่ไปว่า เราไม่ทราบเรื่องการปิดเว็บ และเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะทำยังไง เพราะอันที่จริงเราไม่ได้ต้องการให้ปิดเว็บ เราแค่ขอให้มีการดำเนินการอย่างถูกต้อง สมกับที่เป็นเว็บหลักทางด้านวรรณกรรมเท่านั้นเอง

จากนั้นเราได้รับโทรศัพท์จากทางตำรวจ อธิบายให้เราฟังว่าได้ดำเนินการอย่างไรไปบ้าง กล่าวคือ ทางตำรวจได้ขออนุญาตสืบไอพี จนได้ชื่อผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งของเว็บมูลนิธิฯ มาแล้ว ทางเว็บโฮสติ้งจะมีความผิดร่วมด้วยในฐานะยินยอมให้มีการเผยแพร่ผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์

ทางเว็บโฮสติ้งจึงเป็นฝ่ายมาขอประนีประนอม โดยให้ความร่วมมือแก่ทางตำรวจ ระงับการใช้งานเว็บมูลนิธิฯ โดยสิ้นเชิง เพื่อไม่ให้มีการเผยแพร่งานที่ละเมิดลิขสิทธิ์อีกต่อไป คุณตำรวจจึงโทรมาสอบถามเราว่า ยอมรับได้หรือไม่

ขอเรียนไว้ที่นี้ว่า เราซาบซึ้งมาก ที่ทางตำรวจติดตามคดีนี้โดยมิได้ละทิ้ง ทั้งที่เวลาก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว และนี่ก็เป็นแค่คดีเล็กๆ คดีหนึ่งเท่านั้นเอง เราเห็นว่า ทางมูลนิธิเอง โดย ผอ.ท่านใหม่ ก็กระตือรือร้นในการแก้ปัญหา และการระงับการเผยแพร่เว็บเดิม ก็น่าจะพอสมควรแล้ว จึงได้ไปถอนแจ้งความ เป็นอันปิดคดีไปแล้วเรียบร้อย

+ + + + + + +

ขอขอบพระคุณ
พ.ต.ต.หญิง ณภัชนันท์ กวยธารา
พ.ต.ท.กิตติชนม์ สมบุญนา
แห่งกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) ที่ได้ช่วยรับเรื่องและติดตามคดีมาจนถึงที่สุด ทำให้ประชาชนตัวเล็กๆ อุ่นใจจริงๆ ที่สิทธิในการสร้างสรรค์ผลงานของเรา ก็ได้รับความคุ้มครองเป็นอย่างดี

บทสรุป

เมื่อรู้ตัวว่าถูกละเมิดลิขสิทธิ์

– พึงสังวรณ์ไว้ว่า .. การดำเนินการปกป้องสิทธิในผลงานของเรานั้น ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยแม้แต่น้อย ..

– โปรดจัดเตรียมเอกสารหลักฐานไปให้เรียบร้อย (เห็นใจคุณตำรวจด้วย) โดย print หน้าที่คัดลอก กับหน้าต้นฉบับ เปรียบเทียบกับหน้าต่อหน้า ใช้ปากกามาร์คเกอร์ระบายสีส่วนที่ก๊อปปี้งานของเราไปให้ชัดๆ

– เตรียมเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าเราเป็นเจ้าของผลงานต้นฉบับไปด้วย

– ถ้าช่วยหาชื่อผู้ละเมิดไปให้คุณตำรวจได้ จะลดขั้นตอนงานของคุณตำรวจไปได้มาก

– ไปแจ้งความฟ้องร้องภายใน 3 เดือนนับแต่ทราบ ไม่ต้องกังวลว่าจะวุ่นวายอะไรมากนัก เพราะไม่วุ่นวายเลย แต่จะยุ่งตอนเตรียมเอกสารหลักฐานในช่วงแรกเท่านั้น ถ้าคุณตำรวจพิจารณาหลักฐานว่าถูกต้องครบถ้วน รับแจ้งความไว้แล้ว ก็หายห่วง

– ถ้าเกิน 3 เดือนจะทำยังไง? แม้เกิน 3 เดือนก็ยังแจ้งความฟ้องร้องได้ ภายใน 1 ปี แต่จะเป็นคดีแพ่ง ซึ่งเราต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างทนายเอง แต่ถ้าแจ้งความภายใน 3 เดือน เป็นคดีอาญา คุณตำรวจจะดำเนินเรื่อง จัดทำสำนวน เพื่อส่งให้อัยการสั่งฟ้องค่ะ

.. อย่าลืมนะคะ ปกป้องลิขสิทธิ์ในผลงานของตัวเอง ง่ายนิดเดียว ..

Read Full Post »