Feeds:
Posts
Comments

Archive for April, 2010

เมื่อตอนยังเด็ก วันสงกรานต์ทุกปีแม่จะพาไปค้างบ้านคุณยายที่ฝั่งธนบุรีตั้งแต่คืนก่อนวันสงกรานต์ ลุงป้าน้าอาที่แยกครอบครัวกันไป ก็จะมารวมตัวที่บ้านคุณยาย เตรียมกับข้าวและของถวายพระ จัดเป็นหม้อๆ ลูกพี่ลูกน้องเด็กเล็กๆ ก็ได้มาเจอหน้ากัน เล่นเกมกันจนดึกดื่นด้วยความคิดถึง

เช้าวันสงกรานต์ ทุกคนแต่งตัวสวยเช้ง ช่วยกันหิ้วหม้อข้าว หม้อแกง พากันไปวัด ที่วัดจะมีจานชามเตรียมเอาไว้มากมาย แต่ที่เราเตรียมกันไปเองก็มี เมื่อขึ้นไปบนศาลาก็จะจับจองที่นั่งเป็นกลุ่มๆ ตั้งวงหม้อข้าวหม้อแกงจัดสำรับกับข้าวสำหรับถวายพระ ทักทายเพื่อนบ้านกันสนุก ฟังเทศน์กันเสียก่อน แต่เด็กๆ นั่งฟังประเดี๋ยวเดียวก็อยู่ไม่สุข ก็พากันลงไปวิ่งเล่นไล่กันในลานวัดข้างล่าง

ถึงเวลาไปถวายกับข้าวเพล มักจะให้ลูกหลานเด็กผู้ชายเป็นคนยกไป เพราะพระท่านจะได้รับถวายง่ายๆ ไม่ต้องปูผ้าให้วุ่นวาย ถวายภัตตาหารแล้ว ก็ถึงคราวญาติโยมรับประทานบ้าง แต่ละวงจะตักแบ่งกับข้าวที่ตัวเองทำ เอาไปให้กับเพื่อนบ้านวงโน้นวงนี้ บางบ้านทำแกง บางบ้านทำของหวาน แล้วแต่จะถนัด

ถ้าพระฉันเสร็จแล้ว ผู้ใหญ่จะให้เด็กไปลากับข้าวที่เหลือลงมา โดยเฉพาะข้าวสวย จะเอาให้เด็กทะโมนกิน ว่ากันว่าจะได้ไม่ดื้อไม่ซน

เสร็จแล้วจึงยกของกลับบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเล่นน้ำ ช่วงบ่ายกลับมาที่วัดอีกครั้ง พระสงฆ์ท่านจะนั่งเรียงรายบนเก้าอี้ที่เตรียมเอาไว้ ชาวบ้านจะถือขันน้ำหอมน้ำปรุง ลอยดอกมะลิหอมชื่นใจ พากันไปรดน้ำดำหัว ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนก็จะมานั่งให้ลูกหลานรดน้ำดำหัวเหมือนกัน น้ำหอมที่รดลงมือท่าน ท่านจะเอามาลูบตัวพวกเรากลับพร้อมกับให้ศีลให้พร หอมกรุ่นกันไปทั้งบาง

เสร็จจากพิธีรดน้ำดำหัว เมื่อพระท่านกลับขึ้นไปกันแล้ว คราวนี้ก็เป็นเวลาของหนุ่มสาวและเด็กๆ ที่จะเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน สถานที่เล่นก็คือลานวัดข้างศาลานั่นเอง น้าๆ ที่ยังหนุ่มๆ ก็มาคุมแก๊งหลานเล็กๆ นำทีมยิงปืนฉีดน้ำกับแก๊งเพื่อนของน้า ส่วนคุณลุงคุณป้าคุณตาคุณยายจะกลับบ้านไปก่อน

ชาวบ้านใกล้วัดจะเตรียมแท้งก์น้ำเอาไว้ให้ทีละหลายๆ แกลลอน อย่างเช่นที่บ้านน้าเขยก็เตรียมแท้งก์ตั้งไว้หน้าบ้านเหมือนกัน ให้ทุกคนที่เล่นน้ำมาเอาไปใช้ได้

เวลาประแป้ง ส่วนมากพวกพี่ๆ ผู้ชายรุ่นหนุ่มมักไปขอประแป้งสาว เขาจะขออนุญาตกันก่อน แล้วทาแป้งที่แก้มเบาๆ หัวเราะขำกันด้วยความเขินอาย เด็กๆ ก็โดนบ้างเหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะเบา จะโดนประมาณแกล้งยีหัวกันมากกว่า

เล่นกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เหนื่อยได้ที่ นิ้วมือซีดขาวกันไปหมด น้าก็จะพากลับบ้าน ไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เป็นชุดสวยอีก เพราะตอนเย็นจะมีงานวัด

หนุ่มๆ สาวๆ จะไปขนทรายจากริมแม่น้ำมาที่ลานวัด สร้างเจดีย์ทรายประกวดกัน ตกแต่งริ้วธงกันอย่างอลังการ ผสมความคิดสร้างสรรค์ มีเวทีลิเก ประกวดร้องเพลง ประกวดนางสงกรานต์ คนขายลูกโป่งและสายไหมเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสุขของเด็กๆ

แล้วเด็กๆ ก็กลับไปหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย

สงกรานต์ในปัจจุบัน เห็นแล้วรันทดใจ อย่างเช่นการตั้งถังริมถนน คอยสาดน้ำให้รถที่วิ่งผ่านไปมา ซึ่งเขาเป็นใครก็ไม่รู้ ไปเล่นสงกรานต์กันตามแหล่งท่องเที่ยว เหมือนไประบายอารมณ์ สาดน้ำยิงน้ำหรือสาดแป้งดินสอพองใส่กัน ทั้งที่ไม่รู้จักกันเลย

คิดถึงประเพณีสงกรานต์อย่างสมัยก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะหวนกลับมาได้อีกหรือไม่

Read Full Post »

หลังจากลุ้นมานานหลายปี ในที่สุด “ตำนานแห่งซิลมาริล” ภาคภาษาไทย ก็คลอดออกมาแล้วจ้า (^^)//

เผอิญไม่มีภาพคำโปรยปกหลัง แต่ด้วยความสัตย์จริง บรรณาธิการในซีรี่ส์งานของโทลคีน คือคุณอริยา ไพฑูรย์ นับว่าเข้าใจงานเขียนของโทลคีนจริงๆ และจับเอาข้อใหญ่ใจความที่เป็นหัวใจของเรื่อง มาใส่เป็นคำโปรยได้อย่างน่าตื่นเต้น ตั้งแต่คราวคำโปรยปกหลังของ “ตำนานบุตรแห่งฮูริน” ที่จับเอาคำสาปของมอร์ก็อธมาขึ้นเป็นคำโปรย เรียกได้ว่าจับเข้าที่หัวใจจริงๆ

แต่น่าเสียดายไปนิดนึง ที่ “ตำนานแห่งซิลมาริล” เล่มนี้ มีภาพแผนที่เบเลริอันด์บรรจุไว้เพียงแค่ในบทที่ 14 เท่านั้น ภาพแผนที่แผ่นใหญ่ไม่ได้นำใส่เอาไว้ด้วย ไม่เหมือนเล่ม LOTR เพราะว่าจะทำให้ต้นทุนแพงมากและราคาหนังสือจะสูงขึ้นไปอีก ทางสำนักพิมพ์จึงตัดสินใจนำออกค่ะ

เจ.อาร์.อาร์. โทลคีน รักงานเขียน Silmarillion นี้ที่สุด ท่านเฝ้าเขียนและขัดเกลาตำนานเรื่องนี้ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต ผู้แปลก็รักหนังสือเล่มนี้มาก และรู้ว่ามีคนจำนวนมากทั่วโลกที่ทั้งรักและบูชาหนังสือเล่มนี้ (บูชา! บูชา!) ถ้าอ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ก็มาเล่าให้กันฟังบ้างนะคะ

Read Full Post »