Posted in Life of Work | Tagged steve jobs | Leave a Comment »
งานหนังสือปีนี้ มีหนังสือแปลออกมาทันแค่ 1 เล่ม อันเนื่องมาจากผู้แปลงานยุ่งมว้ากกก… ปั่นไม่ทันค่ะ ^^” แต่เล่มที่ออกมาคราวนี้เป็นเล่มที่ภูมิใจนำเสนอจริงๆ นั่นก็คือ “บันทึกของแมนเดลา” แปลจาก “Conversations with Myself” ซึ่งเป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัวของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21
ก่อนหน้านี้มีโอกาสแปล “Mandela’s Way” หรือชื่อไทยว่า “วิถีแมนเดลา” ซึ่งเป็นงานเรียบเรียงของริชาร์ด สเตงเกิล บรรณาธิการคนดังของไทมส์ผู้ร่วมงานกับแมนเดลาและติดตามเป็นเงาของท่านเป็นเวลากว่า 3 ปีเพื่อเขียนอัตชีวประวัติของแมนเดลาในหนังสือ Long Walk to Freedom (เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทยค่ะ หวังอยู่ว่าจะมีโอกาสแปลให้ครบชุด) นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราศึกษาประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้และบุคคล/เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก
“บันทึกของแมนเดลา” เป็นงานที่แตกต่างไปจาก 2 เล่มที่กล่าวถึงซึ่งเป็นหนังสืออัตชีวประวัติ เพราะ “บันทึกของแมนเดลา” ไม่ใช่งานปรุงแต่ง ไม่ใช่งานเรียบเรียงใหม่ และไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจนำเสนอมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นการรวบรวมงานเขียนส่วนตัว บันทึกในไดอารี่เกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก ความฝัน การถอดเทปสนทนาระหว่างแมนเดลากับสเตงเกิล หรือแมนเดลากับคาทราดา (เพื่อนสนิทที่ติดคุกยาวนานพอๆ กัน) จดหมายที่แมนเดลาเขียนถึงครอบครัวและญาติมิตรในระหว่างติดคุก จดหมายร้องเรียนเพื่อสิทธิของผู้ต้องขังที่ส่งถึงรัฐบาลอาพาร์ไทด์ (ขนาดติดคุกอยู่ ยังเรียกร้องสิทธิเลยค่ะ!)
เวิร์น แฮร์ริส หัวหน้าโครงการศูนย์รักษาความทรงจำและหนังสือของเนลสัน แมนเดลา เล่าภาพของหนังสือเล่มนี้ไว้ในบทนำของเล่มว่า “นี่คือตัวของท่านเอง ซึ่งมิได้มีแรงขับดันให้เป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้ชมที่ไหนเลย ณ ที่นี้ ท่านได้เขียนร่างจดหมาย ร่างสุนทรพจน์ และบันทึกความจำ ณ ที่นี้ท่านทำบันทึกหมายเหตุ (หรือจดหวัดๆ) ระหว่างการประชุม เขียนไดอารี่ประจำวัน บันทึกความฝัน ติดตามน้ำหนักและความดันโลหิต จัดการบันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ ณ ที่นี้ท่านครุ่นคิดรำพึงถึงประสบการณ์ของตน ตั้งคำถามกับความทรงจำของตน พูดคุยกับสหาย ณ ที่นี้ท่านมิได้เป็นสัญลักษณ์หรือนักบุญผู้เป็นที่เชิดชูบูชาเหนือกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะเอื้อมถึง ณ ที่นี้ท่านก็เป็นเหมือนคุณ เหมือนผม”
สรุปก็คือ นี่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่จารึกตัวตนแท้จริงของเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จากภาพภายนอกที่เรามองเห็นท่านอยู่ไกลๆ ในฐานะวีรบุรุษผู้เป็นตำนาน หนังสือเล่มนี้จะมอบภาพเนลสัน แมนเดลา ที่เป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ นี่เอง คนที่เคยมีความสุข มีทุกข์ คาดหวัง ผิดหวัง และแม้แต่หวาดกลัว น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ความรู้สึกแท้จริงของรัฐบุรุษผู้หนึ่งของโลก จริงๆ แล้ว เป็นอย่างไร
บ่อยครั้งที่ผู้แปลมักจะถูกถามว่า ชอบส่วนไหนของหนังสือ (ที่แปล) มากที่สุด หนังสือของแมนเดลานี้เป็นหนังสือที่บอกได้ยากมาก แม้ในเล่มที่แล้ว (วิถีแมนเดลา) ก็ตอบยากว่าชอบส่วนไหน เพราะทุกส่วนล้วนมีความหมายลึกซึ้งและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ดีถ้าจะต้องเลือก เราคงเลือกส่วนที่เป็นไดอารี่จากในเรือนจำ เพราะเอกสารอื่นเช่นร่างสุนทรพจน์ จดหมาย หรือแม้แต่การถอดเทปสนทนา แมนเดลาย่อมรู้อยู่ว่ามีผู้อ่านหรือผู้ฟัง แต่ไดอารี่นั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวแท้จริง ที่ซึ่งท่าน “รำพึงกับตนเอง” เหมือนดังชื่อหนังสือ Conversations with Myself นั่นเอง
บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญเช่นนี้ อย่าพลาดที่จะมีไว้ในตู้หนังสือของคุณนะคะ ^_^
Posted in Life of Work | Tagged เนลสัน แมนเดลา, แมนเดลา, nelson mandela | Leave a Comment »
ทีมลูกเจ้าแม่คลองประปา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตัวแทนประเทศไทย ชนะเลิศการแข่งขันรายการ ABU Robocon 2011 ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก พวกเราคงได้ทราบข่าวกันไปบ้างแล้ว
ABU ย่อมาจาก Asia-Pacific Broadcasting Union หรือสมาพันธ์สถานีโทรทัศน์เอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งส่วนของไทยมี MCOT เป็นสมาชิก แต่เดิมก่อนจะเป็น ABU Robocon สมัยก่อนนั้นเป็น NHK Robocon ซึ่งการแข่งขันจะจัดที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ตั้งเป็น ABU Robocon แล้วก็จะเวียนกันไปจัดที่ประเทศสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 30 ประเทศตลอดทั่วเอเชีย-แปซิฟิกริม และน่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นรัสเซียก็มาร่วมแข่งในปีนี้เป็นปีแรก
ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU Robocon และได้แชมป์เป็นสมัยที่สองกับการแข่งขันหุ่นยนต์ “ลอยกระทง” (ก่อนหน้านี้ไทยเคยได้แชมป์เมื่อปี 2003 ในการแข่งขัน “ตะกร้อพิชิตจักรวาล”) ที่จริงไทยได้เป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2003 ไปแล้วก็ไม่ควรได้จัดอีกในเวลาแค่ไม่กี่ปี แต่ปีนี้เราขอกับ ABU เป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาส 84 พรรษา ดังนั้นหลังจากรอบนี้แล้วคงจะหายไปอีกเป็นสิบปีเลยละกว่าที่ไทยจะได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง
น้องใหม่ที่มาร่วมแข่งปีนี้เป็นครั้งแรก ก็ได้แก่รัสเซีย และลาว ซึ่งเป็นทีมจากวิทยาลัยเอกชน ทีมของลาวนี้ทางไทยเราส่ง ว.สว่างแดนดินสกลนคร (ทีมนายฮ้อยทมิฬ แชมป์ ABU Robocon ปี 2003) ไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงด้วย และลาวก็เอาชนะจีน เขี่ยแชมป์เก่า 4 สมัยตกรอบแรกไป
ทีมจีนนี่เก่งมาก เป็นทีมแรกๆ ในกลุ่ม ABU ที่เอากล้องมาใช้จับภาพและวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ นับตั้งแต่สมัยแข่ง “ตะกร้อพิชิตจักรวาล” เมื่อหลายปีก่อนซึ่งตอนนั้นดูเหมือนเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ผลปรากฏว่าการที่จีนเริ่มก่อนทำให้เทคโนโลยีการใช้กล้องจับและวิเคราะห์ภาพนี้ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จีนเป็นแชมป์ ABU Robocon ติดกัน 4 สมัยนับตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2010 แม้หุ่นในปีนี้ก็ดีมากจนน่ากลัว หุ่นอัตโนมัติของจีนไม่เดินขึ้นแท่นตามทางลาดที่ทำไว้ให้ แต่กระโดดขึ้นจากด้านข้างซึ่งทำให้ใช้เวลาน้อยมาก (นี่คือการคิดนอกกรอบ ไม่ทำตามกฎ!) สถิติดีที่สุดที่จีนเคยทำเอาไว้อยู่ที่ประมาณ 40 กว่าวินาที ขณะที่ทีมแชมป์ของไทยเราทำเวลาดีที่สุดประมาณ 1 นาที 8 วินาทีในรอบชิงฯ ต้องไม่ลืมว่าทีมนี้คือตัวแทนประเทศจีนที่ผ่านการแข่งขันอย่างดุเดือดในประเทศมากกว่า 4,500 ทีมมาแล้ว และเขาเป็นที่หนึ่ง (ของไทยเราแข่งทั้งประเทศ 204 ทีม)
แล้วจีนแพ้ได้ยังไง? การแข่งหุ่นระดับนี้มุ่งเป้ากันที่การทำ target สุดท้ายให้สำเร็จ คือการประกอบกระทงและวางเทียนซึ่งมีคะแนนสูงมากถึง 300 คะแนน ขนาดที่ว่าทีมไหนมีการขอ retry ก็ไม่ทันกินแล้ว แพ้แน่ๆ เรียกว่าพลาดไม่ได้เลยแม้แต่ช็อตเดียว เหตุนี้ทำให้ทีมตัวเต็งทั้งหลายพุ่งเป้าไปที่การประกอบกระทงและวางเทียน ไม่ได้ใส่ใจการเก็บคะแนนเบี้ยบ้ายรายทาง แต่พอเกิดเหตุหุ่นอัตโนมัติขัดข้อง ก็สิ้นชีพกันไปเลยทีเดียว เหมือนที่จีนสิ้นชีพพ่ายแพ้แก่ลาวซึ่งกระดุบกระดิบทำแต้มได้แค่ 20 คะแนน เข้ารอบมาแบบงงๆ
การสิ้นชีพของหุ่นอัตโนมัติเกิดขึ้นอีกครั้ง ในการแข่งรอบรองชนะเลิศกับทีมเวียดนามที่เป็นตัวเต็งอีกทีมหนึ่งเช่นกัน (เวลาที่เวียดนามทำได้ในรอบก่อนหน้านี้คือ 1 นาที 4 วินาทีซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ดีที่สุดของไทยอีก) แต่การขอ retry ของเวียดนามผิดกติกา เพราะไม่ได้จับหุ่นเก็บแขนเข้าที่ในแท่นสตาร์ทให้เรียบร้อยเสียก่อน หุ่นยังกางแขนกางขาอยู่จะเริ่มสตาร์ทใหม่ไม่ได้ ตรงนี้เข้าใจว่าเด็กๆ คงจะตกใจและลืมเก็บแขนหุ่นยนต์ให้เรียบร้อยก่อนเริ่ม retry ใหม่ แต่ก็นั่นแหละ การแข่งระดับนี้พลาดไปช็อตเดียวก็ไม่ทันกินแล้ว เหตุนี้ทีมไทยจึงชนะเวียดนามทีมเต็งได้
สิ่งที่น่าสนใจใน ABU Robocon คราวนี้คือการรีแมทช์คู่ระหว่างทีมไทยกับทีมญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อสงสัยในการเข้าเก็บคะแนนหุ่นบังคับด้วยคนในพื้นที่ common เพราะทั้งสองทีมเข้าถึงแท่นแบบคู่คี่กันมาก และกรรมการสนามตัดสินว่าทีมไทยเข้าถึงแท่นก่อนจึงมีสิทธิทำคะแนนก่อน ซึ่งทีมญี่ปุ่น (ที่ความจริงแล้วเข้าถึงแท่นก่อน) ก็หยุดและทำตามคำสั่งกรรมการแต่โดยดี แต่เมื่อดูภาพจากกล้อง top view แล้วจึงเห็นว่าญี่ปุ่นเข้าถึงแท่นก่อน ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส คณะกรรมการจึงตัดสินให้แข่งกันใหม่
กรรมการไทยท่านหนึ่งบอกกับน้องๆ ทีมลูกเจ้าแม่ฯ (ที่ต้องแข่งใหม่) ว่า “แพ้ชนะไม่เป็นไร เราเป็นเจ้าภาพต้องใจใหญ่ อย่าให้ใครว่าได้” ต้องชื่นชมสปิริตของน้องๆ ทีมลูกเจ้าแม่ฯ ด้วยที่ยอมออกมาแข่งใหม่ทั้งน้ำตา และหลังจากชนะแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาทีมที่เป็นฝ่ายทั้งเกลี้ยกล่อมและเคี่ยวเข็ญให้เด็กๆ ยอมแข่งใหม่ก็เป็นฝ่ายหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ
ทีมญี่ปุ่นเองก็น่ารักมาก นับแต่ตอนที่ถูกกรรมการสนามสั่งห้าม ก็ยุติการเข้าทำคะแนนทันที ทั้งยังไม่ประท้วงผลการตัดสินแต่อย่างใด เมื่อกรรมการแจ้งให้แข่งใหม่ ก็โค้งคำนับขอบคุณเป็นการใหญ่ แต่หุ่นอัตโนมัติของทีมญี่ปุ่นพลาดที่จุดเดิมอีกคือการประกอบกระทง ทีมไทยจึงชนะอีกครั้งโดยไร้ข้อกังขา
สปิริตของทีมนับเป็นเรื่องสำคัญ ในความหมายของเรานี้หมายรวมถึงศักดิ์ศรีและหน้าตาของประเทศด้วย อย่างที่ทีมไทยและญี่ปุ่นแสดงออกให้เห็นในคราวนี้ ต่างกับอีกทีมหนึ่งซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม แอบให้อาจารย์ที่ปรึกษาของทีมติดบัตร Press (งานนี้ Press ของประเทศต่างๆ ร่วมกันจัดงาน จำได้ไหมคะ) แล้วเที่ยวเดินไปด้อมๆ มองๆ ดูเทคโนโลยีหุ่นของประเทศต่างๆ จนกรรมการไทยจับได้ ขู่ว่าจะตัดสิทธิ์การแข่งขัน ถึงได้เลิก
จะเห็นว่า ปัจจัยในการได้เป็นแชมป์หุ่นยนต์นั้นไม่ได้มีแค่เป็นทีมที่ทำหุ่นยนต์ได้ดีที่สุด จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น ทำหุ่นยนต์ได้ดีกว่าเรานะคะ แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทำให้การทำงานของหุ่นไม่ราบรื่น ซึ่งรวมถึงการควบคุมสติของผู้บังคับหุ่นเองด้วย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับมหาวิทยาลัยทุกรายการก็คือการฝึกฝนและเพิ่มพูนศักยภาพของเด็ก การส่งต่อถ่ายทอดเทคโนโลยีกันรุ่นต่อรุ่น (อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับทีมจีน) การสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ในทางวิชาการเพื่อเกื้อกูลกันต่อไปในอนาคต
ขณะเดียวกันเราได้มองเห็นศักยภาพในการแข่งขัน (และนิสัย) ของแต่ละประเทศด้วย จีนและเวียดนามจะเป็นประเทศที่น่ากลัวหากสามารถแปลงเด็กๆ ที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้กลายไปเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีได้ ซึ่งนั่นเป็นโจทย์ที่ไทยยังไม่สามารถทำสำเร็จ เราได้สร้างบุคลากรศักยภาพสูงแล้วก็ปล่อยให้พวกเขาส่วนหนึ่งไปทำงานกับองค์กรข้ามชาติ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสามารถเติบโตได้
อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐเท่านั้น อันที่จริงพวกเราทุกคนนี่แหละล้วนสามารถมีส่วนช่วยเหลือผลักดันให้ประเทศเป็นแบบที่เราอยากให้เป็น ปัญหามีเพียงแค่ว่าเราจะลงมือทำ หรือจะแค่ดู
Posted in Lifestyle | Tagged ABU Robocon, แข่งหุ่นยนต์ | Leave a Comment »
วันนี้นั่งแปล Perfect Swarm ของ Dr.Len Fisher (เกี่ยวกับ Swarm Intelligence หรือปัญญารวมฝูง – น่าจะแปลเสร็จหมดเร็วๆ นี้) มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการลงคะแนนโหวตของกลุ่ม อ่านแล้วฮาดี อยากมาแชร์เพื่อนๆ จ้ะ
——————————-
Evidence shows that all voting methods are flawed, so we may as well choose something simple to suit the particular situation and get on with it.
กระบวนวิธีลงคะแนนแบบไหนๆ ก็มีข้อบกพร่องทั้งนั้น ดังนั้นเลือกอะไรที่มันง่ายและเข้ากับสถานการณ์ก็พอ
The idea of getting together to vote on an issue goes back two-and-a-half thousand years, to a time when the city of Athens in ancient Greece was laying the foundations for Western civilization. The citizens of Athens had two great ideas about selecting their politicians.
แนวคิดการมา รวมตัวกันเพื่อลงคะแนนเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นย้อนกลับไปได้ถึงกว่าสองพัน ห้าร้อยปีก่อน ในสมัยที่มหานครเอเธนส์ของกรีซโบราณกำลังวางรากฐานอารยธรรมตะวันตก พลเมืองชาวเอเธนส์มีแนวคิดยอดเยี่ยมในการคัดเลือกนักการเมืองของตน 2 วิธี
The first was to choose them by lottery from whoever put their name forward. The second was to get rid of the worst ones by an annual process of negative voting.
วิธีแรกคือเลือกโดยการจับสลากจากใครก็ตามที่ส่งชื่อของตัวเองลงมา วิธีที่สองคือขจัดพวกที่แย่ที่สุดออกไปในกระบวนการโหวตออกประจำปี
——————————-
น่าสนใจเนอะ ^^
Posted in Life of Work | Tagged เลือกตั้ง, Perfect Swarm | 1 Comment »
เพื่อนรัก…
เธออยากจะพักหรือเปล่า
ที่นี่มีร่มเงา
แนบเนาว์ไออุ่นกรุ่นกาย
ที่นี่มีสายลม
พราวพรมความเหนื่อยจางหาย
มีเสียงนกร้องผ่อนคลาย
คล้ายคล้ายอยู่ในปรายฟ้า
ที่นี่เธอมีฉัน
มีความรักมั่น…มีความห่วงหา
มีคำปลอบโยน…มีคำสัญญา
และสายตาบอกว่า ฉันเข้าใจ
เพื่อนรัก…
พักแล้วนะ…ดีขึ้นบ้างไหม
เมื่อพร้อมแล้ว…จะก้าวเดินต่อไป
โปรดจำไว้…ฉันยังอยู่เคียงคู่เธอ
ธิดา ธัญญประเสริฐกุล, 2534
Posted in Lifestyle | Leave a Comment »
วันที่ 29 กรกฏาคม 2553 ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “ตำนานแห่งซิลมาริล” มีการเสวนาบนเวที ว่าด้วยเรื่องปกรณัมมิดเดิลเอิร์ธ ของ เจ.อาร์.อาร์. โทลคีนค่ะ
คุณเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ ผู้เขียน “The Big Secret เคล็ดลับแห่งชัยชนะ” เป็นพิธีกร และคุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Blognone เป็นตัวแทนนักอ่าน ร่วมเสวนาค่ะ
Posted in Life of Work, Tolkien's Myth | Tagged amarin book fair, middle-earth, Silmarillion | Leave a Comment »
อานิสงส์จากการแปลหนังสือ Mandela’s Way ทำให้เรามีโอกาสได้ไปศึกษาเรื่องราวของเนลสัน แมนเดลา รวมถึงสภาวะแวดล้อม เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาในยุคสมัยตั้งแต่แมนเดลายังไม่เกิด จนกระทั่งเกิดมา จนถึงช่วงการต่อสู้ของแมนเดลา และการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากความประทับใจก็กลายเป็นความนิยมยกย่องและเคารพนับถือ ได้จัดการแปลและหาข้อมูลเพิ่มเติมในบทความ เนลสัน มันเดลา บนวิกิพีเดียภาษาไทย ได้เป็นบทความคัดสรรไปเรียบร้อย
เมื่อได้ยินข่าวเรื่องการสร้างภาพยนตร์ Invictus ก็ตื่นเต้นอยากดู แต่เหมือนว่าจะไม่ได้เข้าฉายในเมืองไทย หรือมิฉะนั้นก็จำกัดโรงมากและประชาสัมพันธ์น้อยมากจนเราไม่รู้เรื่องเลย จนไปหาโหลดมาดู แต่ก็ไม่มี sub thai อีก เราก็เลยจัดการแปลซับเองซะเลย แหะๆ
Invictus เป็นเรื่องราวตอนที่แมนเดลาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วค่ะ ยุคนั้นประเทศอื่นรอบๆ แอฟริกาใต้ได้รับเอกราชไปก่อนแอฟริกาใต้แล้ว และเกิดจลาจลกลียุค ฆาตกรรมหมู่อุตลุดกันไปหมด ผู้นำผิวดำหลายคนยึดอำนาจเป็นเผด็จการ โดนแย่งชิงอำนาจและถูกฆ่าตายในตำแหน่งก็มี ลองหา “สงครามผิว” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาอ่านประกอบให้เห็นภาพในยุคนั้นมากยิ่งขึ้น
ต้องเล่าย้อนนิดนึงว่า ชนผิวขาวในแอฟริกาใต้นั้น แต่เดิมมาเป็นชาวยุโรปที่อพยพมาบุกเบิกอาณานิคมใหม่ ทั้งคนอังกฤษ ดัตช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ซึ่งเข้ามาตั้งอาณานิคมตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 (ปี 1800 กว่า) ชาวยุโรปที่มาตั้งรกรากในแอฟริกาใต้นี้เรียกตัวเองว่าพวกบัวร์ (Boer) ต่อมาภายหลังจึงเรียกตัวเองว่าชาวอัฟริคานส์ (Afrikaans) มีภาษาเป็นของตัวเองเรียกว่าภาษาอัฟริคานส์ ซึ่งกลายเป็นภาษาราชการของแอฟริกาใต้ (ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ)
ชนเหล่านี้อยู่แอฟริกาใต้นานหลายชั่วอายุคนจนไม่คิดว่าตัวเองเป็นชาวยุโรปอีกแล้ว แม้จะมีจำนวนไม่มาก เพียงประมาณไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งหมด แต่ก็เป็นคนควบคุมและบริหารประเทศตั้งแต่ยุคอาณานิคม แม้เมื่อทางยุโรปปลดปล่อยให้เป็นเอกราชแล้ว ชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ก็ยังครองอำนาจอย่างเหนียวแน่น และกดขี่เหยียดผิวชนพื้นเมืองอย่างรุนแรงกว่าที่อื่นๆ จนมีชื่อเรียกการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้เป็นการเฉพาะว่า อาพาร์ไทด์ (Apartheid)
มีขบวนการต่อสู้เพื่อปลดแอกชนผิวดำเป็นขบวนการนานาชาติ ซึ่งแน่นอนก็มีการตอบโต้กวาดล้างจากฝ่ายรัฐบาลผิวขาวด้วย แม้ตัวแมนเดลาเองก็ถูกรัฐบาลผิวขาวจับตัวขังคุกชนิดว่าขังลืมตลอดชีวิต ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด ชีวิตครอบครัวของแมนเดลาต้องเรียกว่าย่อยยับ ทั้งภรรยาและลูกสาวก็ถูกคุกคามข่มขู่ เขาถูกขังอยู่เป็นเวลาถึง 27 ปีเต็มกว่าที่รัฐบาลผิวขาวจะเปลี่ยนนโยบายเป็นการประนีประนอม ทั้งจากการกดดันของนานาชาติ และการต่อสู้อย่างรุนแรงภายในประเทศ
ดังนั้น หลังจากการเหยียดผิวในทวีปแอฟริกายุติลง (และเกิดจลาจลฆ่าล้างแค้นกันมั่วไปหมด) แมนเดลาไม่ต้องการให้แอฟริกาใต้ตกไปสู่สงครามกลางเมืองเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ ขั้วการเมืองอื่นนอกเหนือจากแมนเดลาเช่นในพรรคเอเอ็นซีเอง (ปีกที่สนับสนุนคริส ฮานี) หรือพรรคซูลู ล้วนแต่เป็นพวกหัวรุนแรง ต้องการแก้แค้นคนผิวขาวที่กดขี่ข่มเหงชนผิวดำมานาน มีการจลาจลตะลุมบอนกันซึ่งในภาพยนตร์ตอนต้นเรื่องได้แสดงให้เห็นภาพบ้างนิดหน่อย
ภายใต้ความกดดันเคียดแค้นถึงขนาดนี้ แต่ผู้ชายคนนี้กลับพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนหันมาจับมือกัน ปรองดองกัน ต้องพยายามต่อสู้ทั้งแนวคิดทางการเมืองภายในพรรค และถูกครอบครัวเคียดแค้นเสียเองฐานไปเข้าข้างคนผิวขาว
แมนเดลาพยายามเข้าอกเข้าใจทุกๆ ฝ่าย ท่านอธิบายกับฝ่ายหัวรุนแรงที่ต้องการไล่ชนผิวขาวออกไปให้พ้น โดยกล่าวว่า “พวกเขาไม่มีแผ่นดินบ้านเกิดอื่นใดอีกนอกจากที่นี่” ท่านบอกว่า พวกเขาเป็นพลเมืองของแผ่นดินนี้ และเราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้
ตอนที่อ่านหนังสือมาถึงประโยคนี้ ในหัวนึกแว้บไปถึงพวกที่ทะเลาะกันเรื่องปัญหาบ้านเมือง แล้วชอบไล่ฝ่ายตรงข้ามว่า “ย้ายไปประเทศอื่นไป๊”
ค่ะ ทางโน้นเขาคนละเชื้อชาติกันเลยนะคะ เขายังพยายามอยู่ร่วมกัน แต่ของเราเนี่ย เชื้อชาติเดียวกันญาติกันแท้ๆ…
เอ้ากลับมาเข้าเรื่องค่ะ … เนื้อหาหลักในภาพยนตร์คือความพยายามของแมนเดลาในการสร้างความปรองดองและสันติภาพขึ้นระหว่างคนดำกับคนขาวในประเทศ โดยเขาเลือกเอากีฬารักบี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นกีฬาของคนขาว มาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสามัคคีของคนในชาติ
มีแง่มุมที่น่าสนใจ ที่สะกิดใจตัวเราเองจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ คือเรื่องของการผสานชนชาติ
ในภาพยนตร์มีบางฉากที่แสดงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติโดยผ่านทางภาษา เช่นเวลาที่แมนเดลาพูดกับบอดี้การ์ดคนดำ หรือคนดำคุยกันบางฉาก จะพูดภาษาท้องถิ่นของแอฟริกาใต้ (คอห์ซา) ส่วนเวลาที่คนขาวคุยกัน เช่นตอนที่กัปตันพีนาร์คุยกับแม่บ้านผิวขาวของท่านประธานาธิบดี เขาจะคุยกันด้วยภาษาอัฟริคานส์ ส่วนเวลาคุยระหว่างกันให้รู้เรื่อง จะใช้ภาษาอังกฤษ
แต่ถึงแม้จะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติและภาษาอย่างไร ทั้งชาวอัฟริคานส์และแอฟริกันก็ยังหาทางอยู่ร่วมกัน ผสานวัฒนธรรมเข้าด้วยกันได้ มีฉากการผสานวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกฉากหนึ่ง ในตอนแข่งรักบี้กับทีมออลแบล็กผู้โด่งดังแห่งนิวซีแลนด์ จะมีการเต้นรำพื้นเมือง ซึ่งเป็นประเพณีการเต้นรำปลุกใจก่อนออกศึกของชนเผ่าเมารี อันเป็นชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ จะเห็นว่า ชนผิวขาวที่อพยพไปตั้งอาณานิคมในนิวซีแลนด์ ก็ผสานตัวเองกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมพื้นเมืองของดินแดนนั้น อาจสังเกตได้ว่าวัฒนธรรมนิวซีแลนด์จะมีวัฒนธรรมเมารีเป็นพื้นฐาน ถ้าเคยไปนิวซีแลนด์ก็จะเห็นป้ายทั้งภาษาอังกฤษและเมารี การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เน้นที่ชนเผ่าเมารีเป็นหลัก
ภาพทีมสปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้ ยืนประจันหน้ากับทีมออลแบล็กของนิวซีแลนด์ เป็นภาพที่ประทับใจเรามากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะนักกีฬาในทีมเกือบทั้งหมดเป็นชนผิวขาว แต่พวกเขากำลังต่อสู้ให้กับประเทศบ้านเกิด โดยมีชาวคอห์ซา/ซูลู และชาวเมารีเป็นทั้งแบ็กกราวน์และแบ็กอัพอยู่ข้างหลังของแต่ละทีม
น่าคิดไหมคะว่า แล้วเมืองไทยเราที่มีหลากหลายชนชาติ (ที่ยังไม่ต่างกันสุดขั้วแบบเขาสักกะหน่อย) อยู่ร่วมกันบนแหลมทองนี้มานานนับหลายร้อยปีแล้วเนี่ย เราจะผสานเข้าด้วยกัน และสามัคคีปรองดอง ตั้งใจสร้างประเทศร่วมกันได้หรือไม่
ก่อนจบขอย้อนไปที่ชื่อภาพยนตร์ Invictus เป็นชื่อบทกวีของ William Ernest Henley มีความหมายว่า “unconquered” ในเรื่องแมนเดลามอบบทกวีนี้ให้แก่กัปตันพีนาร์ให้เป็นแรงบันดาลใจในการเอาชนะโชคชะตา และสร้างเส้นทางชะตาชีวิตของตัวเองขึ้นมาเอง มิให้หวาดกลัวกับความพ่ายแพ้ (เพราะออลแบล็กเป็นทีมรักบี้แชมป์โลกหลายสมัย ขณะที่สปริงบอกส์ของแอฟริกาใต้นั้นไม่อยู่ในสายตานักวิจารณ์เลยด้วยซ้ำ)
บทกวีเต็มๆ อ่านได้ตามลิงก์นี้นะคะ ส่วนบทความนี้ขอปิดด้วยบทกวี 4 บรรทัดที่เป็นบทปิดเรื่องของภาพยนตร์เช่นกัน ดังนี้
I thank whatever gods may be
For my unconquerable soul.
I am the master of my fate:
I am the captain of my soul.
Posted in Lifestyle | Tagged invictus, nelson mandela | 12 Comments »
เมื่อตอนยังเด็ก วันสงกรานต์ทุกปีแม่จะพาไปค้างบ้านคุณยายที่ฝั่งธนบุรีตั้งแต่คืนก่อนวันสงกรานต์ ลุงป้าน้าอาที่แยกครอบครัวกันไป ก็จะมารวมตัวที่บ้านคุณยาย เตรียมกับข้าวและของถวายพระ จัดเป็นหม้อๆ ลูกพี่ลูกน้องเด็กเล็กๆ ก็ได้มาเจอหน้ากัน เล่นเกมกันจนดึกดื่นด้วยความคิดถึง
เช้าวันสงกรานต์ ทุกคนแต่งตัวสวยเช้ง ช่วยกันหิ้วหม้อข้าว หม้อแกง พากันไปวัด ที่วัดจะมีจานชามเตรียมเอาไว้มากมาย แต่ที่เราเตรียมกันไปเองก็มี เมื่อขึ้นไปบนศาลาก็จะจับจองที่นั่งเป็นกลุ่มๆ ตั้งวงหม้อข้าวหม้อแกงจัดสำรับกับข้าวสำหรับถวายพระ ทักทายเพื่อนบ้านกันสนุก ฟังเทศน์กันเสียก่อน แต่เด็กๆ นั่งฟังประเดี๋ยวเดียวก็อยู่ไม่สุข ก็พากันลงไปวิ่งเล่นไล่กันในลานวัดข้างล่าง
ถึงเวลาไปถวายกับข้าวเพล มักจะให้ลูกหลานเด็กผู้ชายเป็นคนยกไป เพราะพระท่านจะได้รับถวายง่ายๆ ไม่ต้องปูผ้าให้วุ่นวาย ถวายภัตตาหารแล้ว ก็ถึงคราวญาติโยมรับประทานบ้าง แต่ละวงจะตักแบ่งกับข้าวที่ตัวเองทำ เอาไปให้กับเพื่อนบ้านวงโน้นวงนี้ บางบ้านทำแกง บางบ้านทำของหวาน แล้วแต่จะถนัด
ถ้าพระฉันเสร็จแล้ว ผู้ใหญ่จะให้เด็กไปลากับข้าวที่เหลือลงมา โดยเฉพาะข้าวสวย จะเอาให้เด็กทะโมนกิน ว่ากันว่าจะได้ไม่ดื้อไม่ซน
เสร็จแล้วจึงยกของกลับบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเล่นน้ำ ช่วงบ่ายกลับมาที่วัดอีกครั้ง พระสงฆ์ท่านจะนั่งเรียงรายบนเก้าอี้ที่เตรียมเอาไว้ ชาวบ้านจะถือขันน้ำหอมน้ำปรุง ลอยดอกมะลิหอมชื่นใจ พากันไปรดน้ำดำหัว ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนก็จะมานั่งให้ลูกหลานรดน้ำดำหัวเหมือนกัน น้ำหอมที่รดลงมือท่าน ท่านจะเอามาลูบตัวพวกเรากลับพร้อมกับให้ศีลให้พร หอมกรุ่นกันไปทั้งบาง
เสร็จจากพิธีรดน้ำดำหัว เมื่อพระท่านกลับขึ้นไปกันแล้ว คราวนี้ก็เป็นเวลาของหนุ่มสาวและเด็กๆ ที่จะเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน สถานที่เล่นก็คือลานวัดข้างศาลานั่นเอง น้าๆ ที่ยังหนุ่มๆ ก็มาคุมแก๊งหลานเล็กๆ นำทีมยิงปืนฉีดน้ำกับแก๊งเพื่อนของน้า ส่วนคุณลุงคุณป้าคุณตาคุณยายจะกลับบ้านไปก่อน
ชาวบ้านใกล้วัดจะเตรียมแท้งก์น้ำเอาไว้ให้ทีละหลายๆ แกลลอน อย่างเช่นที่บ้านน้าเขยก็เตรียมแท้งก์ตั้งไว้หน้าบ้านเหมือนกัน ให้ทุกคนที่เล่นน้ำมาเอาไปใช้ได้
เวลาประแป้ง ส่วนมากพวกพี่ๆ ผู้ชายรุ่นหนุ่มมักไปขอประแป้งสาว เขาจะขออนุญาตกันก่อน แล้วทาแป้งที่แก้มเบาๆ หัวเราะขำกันด้วยความเขินอาย เด็กๆ ก็โดนบ้างเหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะเบา จะโดนประมาณแกล้งยีหัวกันมากกว่า
เล่นกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เหนื่อยได้ที่ นิ้วมือซีดขาวกันไปหมด น้าก็จะพากลับบ้าน ไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เป็นชุดสวยอีก เพราะตอนเย็นจะมีงานวัด
หนุ่มๆ สาวๆ จะไปขนทรายจากริมแม่น้ำมาที่ลานวัด สร้างเจดีย์ทรายประกวดกัน ตกแต่งริ้วธงกันอย่างอลังการ ผสมความคิดสร้างสรรค์ มีเวทีลิเก ประกวดร้องเพลง ประกวดนางสงกรานต์ คนขายลูกโป่งและสายไหมเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสุขของเด็กๆ
แล้วเด็กๆ ก็กลับไปหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย
สงกรานต์ในปัจจุบัน เห็นแล้วรันทดใจ อย่างเช่นการตั้งถังริมถนน คอยสาดน้ำให้รถที่วิ่งผ่านไปมา ซึ่งเขาเป็นใครก็ไม่รู้ ไปเล่นสงกรานต์กันตามแหล่งท่องเที่ยว เหมือนไประบายอารมณ์ สาดน้ำยิงน้ำหรือสาดแป้งดินสอพองใส่กัน ทั้งที่ไม่รู้จักกันเลย
คิดถึงประเพณีสงกรานต์อย่างสมัยก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะหวนกลับมาได้อีกหรือไม่
Posted in Lifestyle | Tagged สงกรานต์ | Leave a Comment »
หลังจากลุ้นมานานหลายปี ในที่สุด “ตำนานแห่งซิลมาริล” ภาคภาษาไทย ก็คลอดออกมาแล้วจ้า (^^)//

เผอิญไม่มีภาพคำโปรยปกหลัง แต่ด้วยความสัตย์จริง บรรณาธิการในซีรี่ส์งานของโทลคีน คือคุณอริยา ไพฑูรย์ นับว่าเข้าใจงานเขียนของโทลคีนจริงๆ และจับเอาข้อใหญ่ใจความที่เป็นหัวใจของเรื่อง มาใส่เป็นคำโปรยได้อย่างน่าตื่นเต้น ตั้งแต่คราวคำโปรยปกหลังของ “ตำนานบุตรแห่งฮูริน” ที่จับเอาคำสาปของมอร์ก็อธมาขึ้นเป็นคำโปรย เรียกได้ว่าจับเข้าที่หัวใจจริงๆ
แต่น่าเสียดายไปนิดนึง ที่ “ตำนานแห่งซิลมาริล” เล่มนี้ มีภาพแผนที่เบเลริอันด์บรรจุไว้เพียงแค่ในบทที่ 14 เท่านั้น ภาพแผนที่แผ่นใหญ่ไม่ได้นำใส่เอาไว้ด้วย ไม่เหมือนเล่ม LOTR เพราะว่าจะทำให้ต้นทุนแพงมากและราคาหนังสือจะสูงขึ้นไปอีก ทางสำนักพิมพ์จึงตัดสินใจนำออกค่ะ
เจ.อาร์.อาร์. โทลคีน รักงานเขียน Silmarillion นี้ที่สุด ท่านเฝ้าเขียนและขัดเกลาตำนานเรื่องนี้ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต ผู้แปลก็รักหนังสือเล่มนี้มาก และรู้ว่ามีคนจำนวนมากทั่วโลกที่ทั้งรักและบูชาหนังสือเล่มนี้ (บูชา! บูชา!) ถ้าอ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ก็มาเล่าให้กันฟังบ้างนะคะ
Posted in Tolkien's Myth | Tagged ตำนานแห่งซิลมาริล, lotr, Silmarillion, Tolkien | 6 Comments »
คนในรุ่น generation X คงไม่มีใครไม่รู้จักแท่งดาวซิ่ง (dowsing rod) ที่โนบิตะและไจแอนท์นำมาใช้ค้นหาของมีค่าที่ซุกซ่อนอยู่ในสนามหญ้าในการ์ตูนชื่อดัง “โดราเอมอน” แท่งดาวซิ่งนี้สืบต้นกำเนิดย้อนไปได้ถึงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในประเทศเยอรมัน มีคนที่อ้างตัวเป็นผู้วิเศษ ผู้พยากรณ์ หรือเรียกตามศัพท์เฉพาะของเขาว่า “ดาวเซอร์” (dowser) คนเหล่านี้อ้างว่ามีความสามารถในการค้นหาแหล่งน้ำใต้ดิน หรือทรัพย์สมบัติมีค่าที่ฝังอยู่ใต้ดิน รวมถึงสายแร่ต่างๆ โดยอาศัยพลังพิเศษของตนทำงานร่วมกับแท่งดาวซิ่ง สมัยก่อนแท่งดาวซิ่งจะเป็นกิ่งไม้ที่แตกแขนงเป็นรูปร่างเหมือนตัว Y ผู้พยากรณ์ถือกิ่งไม้นี้ในแนวราบเดินไปสำรวจดินแดน หากพบของมีค่าใต้ดินตามที่ค้นหา กิ่งไม้จะเคลื่อนขึ้นสูงเป็นสัญญาณ
ต่อมาแท่งดาวซิ่งมีวิวัฒนาการมาเป็นแท่งเหล็กรูปตัว L จำนวน 2 ก้าน ถือด้วยมือซ้ายและขวา ก็คือแบบเดียวกับที่เราเห็นในการ์ตูนโดราเอมอนนั่นเอง เทคนิคของผู้พยากรณ์ก็มีมากขึ้น มีการอธิบายถึงการเคลื่อนที่ของแท่งดาวซิ่งทั้ง 2 ก้านนี้ว่า หากหันออกจากกัน หรือหันเข้าหากัน จะตีความหมายอย่างไร การอธิบายความหมายการเคลื่อนที่ของแท่งดาวซิ่งนี้ถือเป็นความสามารถพิเศษ ประมาณว่า ผู้พยากรณ์เป็นผู้มีพลังจิตอันสูงส่ง หรือมิฉะนั้นก็สามารถเชื่อมต่อกับวิญญาณธรรมชาติได้ คนใช้งานแท่งดาวซิ่งได้จึงไม่ใช่คนทั่วไป ต้องเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น และคนเหล่านี้ก็ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากผู้ที่มีความศรัทธาเชื่อถือ

นักวิทยาศาสตร์เคยพยายามค้นหาเหตุผลมาอธิบายหลักการทำงานของดาวซิ่งว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถหาได้ และเมื่อนำมาทำการทดสอบวัดผลอย่างจริงจัง เก็บค่าสถิติการทำงานตามหลักเกณฑ์วิชาการแล้ว ก็พบว่า การทำนายของแท่งดาวซิ่งได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการเดาสุ่ม บางคนเข้าใจว่าได้ผลลัพธ์เท่ากับการโยนหัวก้อย ขอบอกว่า “ไม่ใช่” เพราะการโยนหัวก้อยยังได้ผลประมาณ 50-50 แต่การเดาสุ่มได้ผลลัพธ์ที่ต่ำกว่านั้น หากต้องการอ้างอิงขอให้ดูผลการทดสอบของ Sandia National Lab ที่ได้ผลการทำงานของอุปกรณ์ลักษณะคล้ายดาวซิ่ง ใช้ชื่อทางการค้าว่า “MOLE” ได้ผลลัพธ์ถูกต้องประมาณ 33% ซึ่งทางห้องทดลองสรุปผลว่า “ไม่ได้ดีไปกว่าการเดาสุ่มเลย”
ว่าไปแล้ว มันก็เหมือนกับการเล่นผีถ้วยแก้ว หรือการทำนายทางโหราศาสตร์ ดาวซิ่งถูกจัดประเภทว่าเป็น “เรื่องเหนือธรรมชาติ” ซึ่งวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับดาวซิ่งจึงเป็นด้วยความเชื่อ ความศรัทธา เท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ความเชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ดาวซิ่งยุคใหม่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเสียยิ่งกว่าที่ดาวเซอร์คนไหนๆ เคยทำมา เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการด้านตำรวจ ทหาร และความมั่นคงของชาติ คราวนี้แทนที่จะตรวจหาแหล่งน้ำ สายแร่ หลุมฝังศพ ดาวซิ่งยุคใหม่สามารถค้นหาวัตถุระเบิด สารเสพติด หรือศพ ทว่าหลักการค้นหายังคงเหมือนเดิม คือ ใช้แท่งดาวซิ่งที่เป็นก้านยาวๆ มีการเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ทำงานร่วมกับพลังความสามารถหรือพลังจิตของผู้พยากรณ์ ที่แปรสภาพมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนหลักสูตรขั้นสูง
ดาวซิ่งยุคใหม่มีชื่อทางการค้ามากมาย สร้างขึ้นโดยบริษัทต่างๆ กัน เช่น MOLE และ GT200 ของ Global Technical, ADE หลากหลายหมายเลขของ ATSC, PSD22 ของ ISCC, Alpha 6 ของ Comstrac และอื่นๆ อีกมากมายเช่น Quodro Tracker, SNIFFEX, H3Tec, HEDD1 แม้จะมีชื่อที่แตกต่างกัน แต่หลักการทำงานจะคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น
หน่วยงานของรัฐบาลประเทศโลกตะวันตกเอง (เช่นสหรัฐอเมริกา) ยังเคยหลงเชื่อและซื้อเอาดาวซิ่งแปลงโฉมเหล่านี้ไปใช้งาน แต่ต่อมาก็มีการตั้งข้อสงสัยและตรวจสอบประสิทธิภาพอย่างจริงจัง ดังตัวอย่างหนึ่งที่ยกไปข้างต้นแล้วคือการทดสอบของ Sandia Lab จนกระทั่ง FBI ต้องออกประกาศเตือนหน่วยงานต่างๆ อย่าได้หลงเชื่อและจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจจับระเบิดเทียมเหล่านี้ ประกาศครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 และประกาศซ้ำปี ค.ศ. 1999 มีการระบุถึงลักษณะของอุปกรณ์หลอกลวงเหล่านี้ในภาพรวม ดังนี้
“… เป็น “เทคโนโลยีใหม่” ที่คล้ายดาวซิ่ง แต่จะอ้างถึงการแยกแยะความถี่โมเลกุลหรือการเหนี่ยวนำสนามพลังงาน มักอ้างว่าสามารถตรวจจับวัตถุขนาดเล็กๆ ได้ในระยะทางไกลมากๆ และส่วนมากไม่มีแหล่งพลังงาน ให้สงสัยไว้ก่อนหากพบเครื่องมือที่ใช้แท่งเหล็กเคลื่อนที่อิสระที่ถือในแนวระนาบ สามารถระบุตำแหน่งของที่ค้นหาด้วยการชี้ ให้ระวังเครื่องมือลักษณะคล้ายลูกตุ้มที่แกว่งไปมาเพื่อแสดงการตอบสนองต่อสิ่งที่ค้นหา ให้ระวังการโฆษณาที่มักกล่าวอ้างถึงพยานบุคคลผู้เคยใช้งานแล้วและ “พึงพอใจ” แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ให้ระวังอุปกรณ์ที่ต้องถือโดยคนและมีรูปร่างเหมือนแท่งดาวซิ่ง ให้ระวังอุปกรณ์ที่บอกว่าต้องมีการฝึกอบรมพิเศษ ใช้งานยาก ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ได้ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ผู้ผลิตกล่าวโทษทางผู้ใช้งานเองในกรณีที่ใช้งานไม่ได้จริง…”
มันฟังคุ้นๆ ไหมคะ … มันคล้ายอะไรบางอย่างที่หน่วยงานรัฐบาลของไทยเอามาใช้กันอยู่หรือเปล่า
เป็นเวลานับสิบปีมาแล้วที่ประเทศโลกตะวันตกรู้เท่าทันดาวซิ่งยุคใหม่ ทำให้ดาวเซอร์ยุคใหม่ต้องหันไปหาลูกค้าในกลุ่มประเทศที่ยังไม่รู้เท่าทัน ที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่ไม่นานนี้ก็ประเทศอิรักนั่นเอง หลังจากซื้อ ADE651 ของ ATSC ไปใช้จำนวนมาก แต่ผลการใช้งานไม่ประสบความสำเร็จ กรุงแบกแดดยังโดนกระหน่ำระเบิดอย่างป้องกันอะไรไม่ได้ ทำให้ทหารและพลเรือนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงทหารอังกฤษที่ส่งเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ทางการอังกฤษเข้าตรวจสอบและสั่งห้าม ATSC ส่งออกอุปกรณ์เหล่านี้อีก ไม่นานต่อมาก็มีการจับกุมนายจิม แมคคอร์มิค กรรมการบริษัท ATSC ในข้อหาหลอกลวงและฉ้อโกง
สำหรับประเทศไทย มีความพยายามเล็กๆ เกิดขึ้นในวงวิชาการ เริ่มต้นจากชุมชนวิทยาศาสตร์หว้ากอ พันทิปดอตคอม เพื่อกระตุ้นเตือนผู้เกี่ยวข้องให้ออกมาระงับการใช้งานเครื่องมือหลอกลวงเหล่านี้ เพราะเป็นการเอาชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ไปแขวนเอาไว้กับอุปกรณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ “ไม่ต่างอะไรจากการเดาสุ่ม”
ทว่า น่าสะท้อนใจยิ่งนักกับการตอบสนองจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่พากันออกมารับรองอย่างแข็งแรงถึงประสิทธิภาพการทำงานของดาวซิ่งยุคใหม่เหล่านี้ ว่าสามารถใช้งานได้จริง ที่อังกฤษจับไปน่ะมันเป็นคนละรุ่นกัน (แม้มันจะหน้าตาเหมือนกันและมีหลักการทำงานเหมือนกันก็เถอะ!) เท่าที่อ่านพบและขอบันทึกไว้ที่นี้ ได้แก่ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 แต่ที่สะเทือนใจผู้เขียนมากที่สุดคือคำตอบจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้คำตอบในทำนองว่า “เครื่องมือใช้งานได้ แม้จะมีความผิดพลาดบ้างเนื่องจากใช้ไฟฟ้าสถิตย์จากตัวคน รุ่นต่อไปจะจัดซื้อมาแบบที่มีแบตเตอรี่”
นี่เป็นสิ่งสะท้อนถึงระดับการศึกษาของไทยอย่างแท้จริง ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องราวหลายเรื่องที่แสดงความวิตกกังวลกับโครงสร้างการศึกษาของประเทศไทย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่จะหดหู่และสะเทือนใจเท่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ดิฉันไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้วว่าทำไมระบบการศึกษาของไทยถึงได้แย่ลงทุกวัน ทำไมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อถึงได้ช่างคิดค้นวิธีการแปลกๆ เพื่อกีดกันคนเก่งคณิตศาสตร์ไม่ให้มีโอกาสเรียนต่อวิศวะ ทำไมถึงแก้ปัญหาการเรียนแบบนกแก้วนกขุนทองไม่ได้ ทำไมขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเท่าไรๆ ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับความสามารถในการเรียนรู้และพึ่งพาตนเองของประเทศได้เลย
หลักการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เราร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ (เด็กๆ! ไม่ใช่ระดับมหาวิทยาลัย) คือการสงสัยใคร่รู้ และการสร้างการทดลองเพื่อหาข้อสรุปในสิ่งที่เราสงสัยนั้น เรากำหนดหัวข้อการทดลอง ขอบเขตการทดลอง สมมุติฐาน วิธีการทดลอง วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วทำการสรุปผล วิทยาศาสตร์สอนให้เรารู้จักการลำดับเหตุและผล รู้จักการใช้ตรรกะ รู้จักการพิสูจน์ นี่ไม่ต่างอะไรกับหลักกาลามสูตรในพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เคยสอนเรื่องการเชื่องมงายในสิ่งที่อธิบายไม่ได้
ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น เช่นการไม่ต้องการเสียหน้า การต้องการปิดข่าว หรือแม้แต่การบิดเบือนเนื่องจากต้องการปิดบังการคอรัปชั่น ดิฉันยังจะดีใจเสียกว่าที่จะคิดว่าบุคลากรผู้มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศมีความเชื่อในสิ่งที่ตนพูดออกมาจริงๆ
แม้แต่หน่วยงานระดับแนวหน้าของโลกอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งหนึ่งยังเคยหลงเชื่อคารมของบริษัทต้มตุ๋นหลอกลวงเหล่านี้ นับประสาอะไรกองทัพไทยจะโดนหลอกบ้างไม่ได้ สิ่งที่สำคัญในเวลานี้คือการยอมรับความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และหาทางแก้ไขเสีย คนเราเกิดมาโง่ก่อนฉลาดทั้งนั้น แต่โง่แล้วอย่าโง่อีก อย่าโง่ซ้ำซาก และอย่าแกล้งโง่
ค่าโง่คราวนี้ไม่แน่ว่าจะจบลงเหมือนค่าโง่คราวอื่นๆ หลังจากโง่เรื่องหนึ่งจบแล้วก็เปลี่ยนไปโง่เรื่องอื่น อย่างไรก็ดี ดิฉันหวังว่าสังคมไทยคงจะฉลาดขึ้นบ้าง
——————————————–
รายการอ้างอิง
1. ประวัติของดาวซิ่ง http://en.wikipedia.org/wiki/Dowsing
2. ผลการทดสอบของ Sandia National Lab http://www.justnet.org/Lists/JUSTNET%20Resources/Attachments/440/moleeval_apr02.pdf
3. ประกาศเตือนของ FBI http://www.justnet.org/Lists/JUSTNET%20Resources/Attachments/440/moleeval_apr02.pdf
4. รัฐบาลอังกฤษห้ามส่งออก ADE-651 ไปอิรักและอัฟกานิสถาน http://news.bbc.co.uk/2/hi/programmes/newsnight/8471187.stm
5. จิม แมคคอร์มิค ถูกจับ http://www.timesonline.co.uk/tol/news/uk/article6997859.ece
6. คำรับรองของ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4907&Itemid=86
7. คำรับรองของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=428605
8. คำรับรองของ รมต.กลาโหม http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000011298
9. คำรับรองของแม่ทัพภาคที่ 4 http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&view=article&id=147:q-4qq200q–2-&catid=1:2009-11-14-06-19-24&Itemid=7
10. “คุยกับนายกรัฐมนตรี” ตอบคำถามเกี่ยวกับ GT200 ประมาณนาทีที่ 2 http://www.pm.go.th/media/weekly/8871
Posted in Uncategorized | Tagged dowsing, GT200 | Leave a Comment »






